บทเรียนราคาแพง (จบ)

(จาก…ต้นทุนประเทศ สู่ ‘ศุภจีโมเดล’ ทางเลือกใหม่ที่ทดสอบความสามารถของรัฐไทย)

บทเรียนราคาแพง? จากความไม่ต่อเนื่องทางนโยบาย กำลังผลัก “รัฐไทย” เข้าสู่ “จุดเปลี่ยน!” สำคัญ นาทีนี้…กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้ “ศุภจีโมเดล” ไม่ได้ถูกทดสอบด้วย…ผลงานระยะสั้น? แต่ถูกท้าทายด้วยคำถามที่ใหญ่กว่า…รัฐไทยจะรักษาความต่อเนื่องเชิงยุทธศาสตร์ให้ยืนยาวกว่าตัวบุคคลได้หรือไม่???
ต่อเนื่องจากบทความก่อนหน้านี้ (บทเรียนราคาแพง (1) https://yutthasartonline.com/strategies/153057) ที่…นำสู่การเปลี่ยนผ่าน! จาก “ต้นทุนประเทศ” ไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “ศุภจีโมเดล”
สิ่งนี้…ไม่เพียงเป็นการ “เปลี่ยนตัวรัฐมนตรี” แต่มันคือ….ความพยายามของ “รัฐไทย” ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐบาลภูมิใจไทย ที่ตอนนั้น มีเวลาบริหารประเทศ เพียงแค่ 4 เดือน
ต่อแนวคิดในการ “ตั้งหลักใหม่” หลังจากได้เห็น “ข้อจำกัด” จากการ…เปลี่ยนตัว “รมว.พาณิชย์” ของรัฐบาลเพื่อไทย มากถึง 3 คน ในรอบ 2 ปี กับ “นายกรัฐมนตรี” ถึง 2 คน!!??
บทเรียนจากช่วงความไม่ต่อเนื่องครั้งนั้น ทำให้เห็นชัดว่า…การบริหารการค้าโลก ด้วย “ตรรกะระยะสั้น” อาจช่วยแค่ประคองเสถียรภาพภายในได้ในบางจังหวะ แต่ไม่อาจเพียงพอต่อโลกที่การแข่งขันขยับจากเรื่องราคา ไปสู่เรื่อง…กติกา เทคโนโลยี และความยั่งยืนอย่างเต็มรูปแบบได้
หัวใจของ “ศุภจีโมเดล” จึงไม่ได้อยู่ที่โครงการใด…โครงการหนึ่ง หากอยู่ที่การ “นิยาม” บทบาทของกระทรวงพาณิชย์ใหม่???
จากหน่วยงานที่คอยรับแรงกดดันรายวัน มาเป็น…องค์กรเชิงยุทธศาสตร์ ที่ทำหน้าที่ “อ่านเกมล่วงหน้า” ให้กับประเทศไทย!!!
การขยับจาก…แนวคิด “ผู้ค้า” ไปสู่การเป็น “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” สะท้อนความเข้าใจที่ว่า…ประเทศไทยไม่อาจแข่งขันเพียงลำพังใน “ห่วงโซ่” อุปทานโลกอีกต่อไป
และ…การเติบโตในระยะยาว จำเป็นจะต้องอาศัย “ความร่วมมือ” เชิงโครงสร้าง มากกว่า…การต่อรองเป็นรายดีล เหมือนที่แล้วๆ มา
ในโลกที่ มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม กำลังถูกใช้เป็น “เครื่องมือทางการค้า” และ…เศรษฐกิจดิจิทัล กำลังกลายเป็น “สนามแข่งขันหลัก” นั้น
การผลักดันแนวคิด Digital & Green Trade จึงไม่ใช่ดำเนินนโยบายเพื่อการ “ตามเทรนด์โลก” หากแต่มันคือความพยายามที่จะ “เปลี่ยนตำแหน่งของประเทศ” ในกติกาใหม่!!??
การเข้าร่วม…เวทีระดับโลก การเร่งเจรจากรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัล และการยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการ ล้วนเป็น…การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ที่อาจไม่ให้ผลลัพธ์ในระยะสั้น แต่มีความหมายต่อ…ความสามารถในการยืนระยะของ “เศรษฐกิจไทย” ในทศวรรษหน้า
“ศุภจีโมเดล” ยังได้สะท้อนความพยายาม “รื้อ” รูปแบบการทำงานของรัฐจากภายใน
การขับเคลื่อน Team Thailand เชิงพาณิชย์ ในลักษณะ “บูรณาการ” ไม่ได้มี “เป้าหมาย” เพียงการเพิ่มจำนวนกิจกรรม หรือโครงการ แต่เป็นความต้องการจะ “ลดช่องว่าง” ระหว่าง…นโยบายกับการปฏิบัติจริง!
การสั่งการให้ “ทูตพาณิชย์” และ หน่วยงานในต่างประเทศ…ทำงานเสมือน “แขนขาทางธุรกิจของประเทศ” มันคือการยอมรับโดยตรงว่า…รัฐไม่สามารถทำงานเชิงยุทธศาสตร์ได้
มันยังจะเป็นการ “แยกส่วน” ของอำนาจ ข้อมูล และการตัดสินใจ “ออกจากกัน” อีกด้วย!!!
สิ่งที่ทำให้ “ศุภจีโมเดล” แตกต่างจากความพยายามของ “3 รมว.พาณิชย์” ก่อนหน้านี้ นั่นคือ…การผสานบทบาทของ Technocrat เข้ากับ “อำนาจทางการเมือง” อย่างมีเงื่อนไข?
แน่นอนว่า…การได้รับพื้นที่และอำนาจการตัดสินใจ สำหรับการทำงานเชิงรุก! ด้านนโยบาย โดยไม่ถูก “รบเร้า” ให้ต้องเร่งผลิต “ผลลัพธ์ระยะสั้น” มากเกินไป นั้น
นับเป็นการ “เปิดโอกาส” ให้เกิดการ “วางรากฐานเชิงระบบ” ตั้งแต่…การปรับโครงสร้างการเจรจา การกำหนดกรอบคิดเชิงนโยบาย ไปจนถึงการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นฐานในการตัดสินใจ
การบริหารรัฐในลักษณะนี้ อาจไม่หวือหวาในเชิงการเมือง! แต่มี “คุณค่า” อย่างสูง! ในเชิงยุทธศาสตร์การบริหารราชการแผ่นดิน!!!
อย่างไรก็ตาม “บททดสอบ” ที่แท้จริง! ของ “ศุภจีโมเดล” ไม่ได้อยู่ที่ “วิสัยทัศน์” หรือ “ประสบการณ์” ของรัฐมนตรี หากแต่อยู่ที่…ความสามารถของรัฐไทย ในการ “ทำให้โมเดลมีอายุยืนกว่าตัวบุคคล”
เพราะหาก….โครงสร้างการทำงาน ยังคง “ผูกติด” อยู่กับ…ผู้นำเพียงคนเดียว?
ความเสี่ยงในการ “รีเซ็ต” ผ่านการ “ปรับ ครม.” หรือมี “รัฐบาลชุดใหม่” ย่อมหวนกลับคืนมาอีกครั้งอย่างแน่นอน!!!
ทว่า หาก “แนวคิดเหล่านี้” ได้ถูกฝังเป็น “ระบบ” กระทั่ง กลายเป็น “กรอบความคิดร่วม” ขององค์กร และได้รับการ “สืบทอด” ต่อไป โดยไม่ขึ้นกับ000การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
แนวทาง “ศุภจีโมเดล” ก็จะกลายเป็น “ทุนทางยุทธศาสตร์ของรัฐ” มากกว่า…นโยบายเฉพาะยุค อย่างไม่ต้องสงสัย?
ในมุมนี้ บทความตอนจบของซีรีส์นี้ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” จึงไม่ได้ต้องการชี้ชัดลงไปว่า…“ศุภจีโมเดล คือ…คำตอบสุดท้าย!” ของความสำเร็จด้านการค้าระหว่างประเทศ…
หากเพียงต้องการจะชี้ให้เห็นว่า…ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บน “จุดเปลี่ยนสำคัญ!” อีกครั้ง!!!
ระหว่าง…การปล่อยให้ “บทเรียนราคาแพง” จากความไม่ต่อเนื่อง จนกลายเป็นความ “สูญเปล่า” กับการที่ “รัฐไทย” จะได้ “ยกระดับ” บทเรียนเหล่านั้น ให้กลายเป็น “องค์ความรู้เชิงรัฐ”???
การเลือก…หนทางหลัง! ไม่ใช่เรื่องของ…บุคคล หรือพรรคการเมือง หากแต่มันเป็น…เรื่องของความสามารถในการเรียนรู้ของ “ระบบรัฐไทย” เอง
ถึงบรรทัดนี้…กับ คำถามสำคัญที่สุด! อาจไม่ใช่ว่า…“ศุภจีโมเดลจะสำเร็จหรือไม่?”
แต่จะเป็นคำถามที่ว่า…“รัฐไทย” พร้อมแล้วที่จะ “ปกป้อง” ความต่อเนื่องเชิงยุทธศาสตร์ ได้มากน้อยเพียงใด???
นั่นเพราะ…ในโลกการค้าที่ไม่เปิดโอกาสให้ประเทศที่ลังเล ได้ “ลองผิดลองถูก” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า!!?? อีกต่อไปแล้ว…
ดังนั้น ความต่อเนื่อง…จึงกลายเป็น “ทรัพยากร” ที่มีมูลค่าสูงที่สุด! และการรักษามันไว้ได้หรือไม่? จะเป็น “ตัวตัดสิน” ที่ว่า…
“บทเรียนราคาแพง” ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา จะกลายเป็นเพียง “บันทึกทางการเมือง” หรือจะถูก “แปรเปลี่ยน” เป็น…กลยุทธ์ที่ล้ำค่า! ของกระทรวงพาณิชย์ และของประเทศในระยะยาวจริงๆ
กลยุทธ์จาก “ศุภจีโมเดล” ที่จะกลายเป็น ยุทธศาสตร์เชิงพาณิชย์…ซึ่งไม่ต้อง “รีเซ็ต” กันใหม่อีกแล้ว นั่นเอง!!!.






