‘ยกระดับ’ สกัดเส้นเงิน!

(Data Bureau: เมื่อรัฐไทย ‘เชื่อมจุด ปิดทางเงินสีเทา’ ยกระดับ! ความมั่นคง…ระบบการเงินทั้งประเทศ)

ไทยก้าวสู่ความเป็น “รัฐเท่าทันทุนเทา” ผ่านการขับเคลื่อน Data Bureau ที่เป็นมากกว่ามาตรการปราบทุนเทา แต่มันคือการ “ยกระดับ!” รัฐไทย สู่การกำกับเงินเชิงระบบ เชื่อมข้อมูลธนาคาร ทองคำ สินทรัพย์ดิจิทัล และเงินข้ามพรมแดนแบบเรียลไทม์ เปลี่ยนจากรัฐที่ตามเงินเทาไม่ทัน สู่รัฐที่มองเห็น วิเคราะห์ และสกัดความเสี่ยงได้ก่อนเกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นประเทศ
ภาพที่อาจเปลี่ยน “รัฐไทย” ไปตลอดกาล!!! จากที่เคย “เดินตามก้น” ธุรกรรมการเงิน โดยเฉพาะ “เงินสกปรก” สู่ความเป็น…“รัฐไทยที่เท่าทัน!” เกิดขึ้นเมื่อช่วงสายวานนี้ (9 ม.ค.2569) ณ ห้องประชุม ชั้น 20 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง
กับหัวข้อการประชุม “การเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย (Data Bureau)” ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมฯ
ร่วมกับ…นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง และ ผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), กระทรวงยุติธรรม, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สมาคมธนาคารไทย และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การ “นั่งหัวโต๊ะ” ของ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อกำกับการขับเคลื่อนโครงการ Data Bureau ไม่ได้เป็นเพียงภาพการประชุมเชิงนโยบายตามปกติ หากแต่สะท้อน “การตัดสินใจเชิงโครงสร้าง” ของรัฐไทย ในการ “ยกระดับ” การกำกับดูแลระบบการเงินทั้งระบบ!
ท่ามกลางบริบทที่…อาชญากรรมทางเทคโนโลยี, การฟอกเงิน และการเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมาย ได้พัฒนาเร็วกว่า “กลไกรัฐ” แบบเดิม? อย่างเห็นได้ชัด…
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปัญหา “เงินสีเทา” ไม่ได้เติบโตจากการขาดกฎหมาย หรือหน่วยงานกำกับ แต่เติบโตจาก “ช่องว่างระหว่างระบบ”
เมื่อธุรกรรมทางการเงินเคลื่อนผ่านธนาคาร, สินทรัพย์ดิจิทัล, ทองคำ, แพลตฟอร์มออนไลน์ และการโอนเงินข้ามพรมแดน โดยที่ข้อมูล “ถูกเก็บแบบแยกส่วน” ต่างหน่วยงาน…ต่างรับผิดชอบ ต่างคนต่างมองเห็นเพียงบางช่วงของเส้นทางเงิน
ทำให้รัฐไม่สามารถเชื่อมโยงถึง…ที่มา, วัตถุประสงค์ และปลายทางของเงินได้อย่างครบถ้วน
Data Bureau จึงไม่ใช่โครงการด้านเทคโนโลยี แต่มันคือ…การออกแบบ “สถาปัตยกรรมอำนาจใหม่ของรัฐ” บนฐานข้อมูล
ด้วยการ เชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินจากทุกช่องทางเข้าสู่…ศูนย์กลางเดียว เพื่อให้รัฐสามารถมองเห็น “ภาพรวม” ของการไหลเข้า–ออกของเงินทุนในระบบเศรษฐกิจ ได้แบบเรียลไทม์
สามารถจะะนำไปใช้ได้ทั้งใน…มิติการปราบปรามและการป้องกัน!!!
หัวใจสำคัญของ Data Bureau คือ…การเชื่อมโยงข้อมูล 3 มิติ ได้แก่ ตัวตนของผู้ทำธุรกรรม, พฤติกรรมการเคลื่อนไหวทางการเงิน และเส้นทางเงินเข้า–ออก
เมื่อข้อมูลทั้ง 3 มิติมาบรรจบกัน! รัฐจะไม่จำเป็นต้องรอให้ “เกิดคดี” ก่อนจึงจะขยับ! แต่สามารถวิเคราะห์ความผิดปกติ, สกัดกั้น หรือระงับธุรกรรมที่มีความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้นทาง
ลดความเสียหายต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจโดยรวม
การเปลี่ยนผ่านนี้ สะท้อนการ “ยกระดับ” จากการ “บังคับใช้กฎหมายเชิงรับ ไปสู่การกำกับความเสี่ยงเชิงรุก!”
อันมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง! ในยุคที่ “อาชญากรรมทางการเงิน” ไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงเฉพาะ “เงินสดหรือบัญชีธนาคาร” เพียงอย่างเดียว
แต่สามารถเคลื่อนผ่าน “สินทรัพย์ทางเลือก” ที่มีสภาพคล่องสูงและตรวจสอบยาก
การที่รัฐเลือก “ทองคำจริง, ทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และสินทรัพย์ดิจิทัล” เป็นเป้าหมายสำคัญ! ของการยกระดับฐานข้อมูลในรอบนี้ สะท้อนการยอมรับข้อเท็จจริง ที่ว่า…ช่องโหว่ของระบบการเงินไทยในปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ใต้ดิน แต่อยู่ใน “พื้นที่กึ่งถูกกฎหมาย” ที่ยังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ
โดยเฉพาะ สินทรัพย์ดิจิทัล ประเภท Stablecoin ที่มีสัดส่วนการซื้อขายสูง และการลงทุนข้ามพรมแดนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
หากปล่อยให้ “ช่องว่าง” เหล่านี้ดำรงอยู่ต่อไป ความเสี่ยง!…จะไม่จำกัดอยู่เพียง “การฟอกเงินหรือคดีอาชญากรรม” รายกรณี แต่จะลุกลามไปสู่…เสถียรภาพค่าเงินบาท, ความน่าเชื่อถือของระบบการเงิน และภาพลักษณ์ประเทศในสายตานักลงทุนและนานาชาติ
การเชื่อมข้อมูลธุรกรรมทองคำ และสินทรัพย์ดิจิทัล เข้ากับ Data Bureau จึงเป็นความพยายาม “ปิดรูรั่วเชิงโครงสร้าง” มากกว่าการเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการสุจริต
ในเชิงการเมือง! ประโยคที่ นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า “ไม่มีการเมืองแทรกแซง” และการยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ถือเป็น…จุดยุทธศาสตร์สำคัญ!
เพราะมัน ช่วย “ลดความเสี่ยง” ที่ Data Bureau จะถูกมองเป็นเครื่องมือทางการเมือง มากกว่าจะเป็นกลไกเชิงระบบ
การกำกับจาก…พฤติกรรมและระดับความเสี่ยง! แทนการพุ่งเป้าไปที่…บุคคลหรือกลุ่มอำนาจ นั่นก็เท่ากับเป็นการ “เปิดโอกาส” ให้ระบบเดินหน้าได้จริง, ลดแรงต้าน และสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและสังคม
อย่างไรก็ตาม Data Bureau ยังจะต้องเผชิญโจทย์สำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะ…ประเด็นด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล, ความพร้อมของกฎหมายรองรับ, การทำงานข้ามหน่วยงาน และต้นทุนการปรับตัวของผู้ประกอบการรายเล็ก
ทั้งหมดล้วนเป็นโจทย์ที่รัฐต้องบริหารอย่างรอบคอบ!!!
แต่ในเชิงกลยุทธ์! คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า “ควรทำหรือไม่?” หากแต่คือ “จะทำอย่างไรให้ต้นทุนของการไม่ทำ สูงกว่าต้นทุนของการทำ?”
เพราะหาก ปล่อยให้ “ระบบกำกับแบบแยกส่วน” ยังคงมีอยู่ต่อไป ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับ…ความเสียหายทางเศรษฐกิจ, ความไม่เชื่อมั่น และการไหลออกของเงินทุน จะกลายเป็น “ภาระหนักอึ้ง!” ที่ประเทศจะต้องแบกรับในระยะยาว
ในภาพรวม Data Bureau จึงมิต่างจากการ “ยกระดับ” ให้รัฐไทย…เปลี่ยนจาก “ผู้ตามเส้นทางการเงิน” ไปสู่ “รัฐที่มองเห็น วิเคราะห์ และบริหารความเสี่ยงทางการเงินได้อย่างเป็นระบบ”
หากทำได้จริง! นี่จะไม่ใช่เพียง…มาตรการปราบทุนเทา แต่มันคือ…การวาง “รากฐานใหม่” ของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินไทย!
ในยุคที่…เงินสกปรก! เคลื่อนที่เร็วกว่า…อำนาจรัฐแบบเดิม ชนิดไม่ติดฝุ่นกันเลย!!!.






