บทพิสูจน์ ‘ผู้นำ’

( ‘ปืน ค.’ จากเขมร…เขย่าเวทีเลือกตั้งไทย! วัดกึ๋น + ศักยภาพ ‘ผู้นำตัวจริง!’ รับมือเหตุปะทะรอบใหม่? )

รอบนี้…เป็นมากกว่า เหตุปะทะชายแดน เพราะมันคือ…บททดสอบ! “ภาวะผู้นำ” ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ.นี้ น่าจับตา! กับ…ปัญหาความมั่นคงที่มาเร็วกว่า “คำสัญญาการเมือง” ยิ่งนัก!

ที่สุด! เหตุการณ์เขมรยิง ปืน ค.ใส่ไทย! บังคับให้คนไทยต้องตัดสินใจเลือกครั้งสำคัญ..จะเลือกคนใหม่? หรือให้ไปต่อ!!!

อาวุธวิถีโค้ง “ปืนครก” หรือ “ปืน ค.” ที่ยิงจากฝั่งกัมพูชาเข้ามาในอธิปไตยของไทย เมื่อเช้าวันที่ 6 ม.ค. บริเวณ2569 ช่องบก–เนิน 469 จ.อุบลราชธานี เป็นเหตุให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 1 นาย

หากพิจารณาเพียงระดับความสูญเสีย เหตุการณ์นี้…อาจถูกจัดวางเป็นเหตุปะทะชายแดนระดับพื้นที่ที่ยังไม่ลุกลาม

แต่ใน เชิงยุทธศาสตร์และการเมือง! เหตุปืน ค. ครั้งนี้…กลับมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง??? เพราะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังจะตัดสินใจเลือก “ผู้นำใหม่” ในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.ที่จะถึงนี้

น้ำหนักของเหตุการณ์…ไม่ได้อยู่ที่ ขนาดของการปะทะ แต่อยู่ที่ “จังหวะเวลา” และ “สภาพแวดล้อมทางอำนาจ” ที่รายล้อมอยู่!!??

เหตุยิงปืน ค. เกิดขึ้นหลังจาก ไทยและกัมพูชา เพิ่งจะมีข้อตกลงหยุดยิงและแถลงการณ์ร่วมหลายฉบับในช่วงปลายปี 2568

ขณะเดียวกัน ฝ่ายกัมพูชายังอยู่ในจังหวะกดดันไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งประเด็น “การเปิด–ปิดด่านชายแดน” “การชะลอการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC)” ไปจนถึง “ข้อเรียกร้องเรื่องการวัดแนวพรมแดนและพื้นที่ทับซ้อนที่เป็นข้อพิพาทเรื้อรังมายาวนาน”

เหตุปืน ค. จึงไม่อาจถูกมองเป็น “เหตุโดดเดี่ยว!” ที่เกิดขึ้นโดยเป็นแค่…เหตุบังเอิญ หรือเป็น…อุบัติเหตุเฉพาะหน้า โดยไม่มีที่มา และไร้แรงผลัก แต่อย่างใด?

แม้ ฝ่ายกัมพูชา จะรีบ “ส่งหนังสือ” แสดงความเสียใจ และอธิบายว่า…เหตุการณ์ดังกล่าวเป็น “อุบัติเหตุ” จากการเผาขยะ แต่คำอธิบายนี้ ไม่อาจ “ปิดคำถาม” เชิงโครงสร้างได้ทั้งหมด!

โดยเฉพาะเมื่อ พิจารณาลักษณะพื้นที่เนิน 469 ซึ่งเป็น “พื้นที่สูง” เชิงยุทธศาสตร์ และเป็น “จุดอ่อนไหว” ที่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างรับรู้กันเป็นอย่างดี

ฉะนั้น การเกิดเหตุที่มีผลกระทบ “ข้ามเส้นอธิปไตย” ย่อมสะท้อนถึงความบกพร่องร้ายแรงในการควบคุมความเสี่ยง หรือความเปราะบางของกลไกหยุดยิง! ที่ยังไม่เข้มแข็งพอจะรับแรงกระแทกทางการเมือง และความมั่นคง ระหว่างประเทศได้

ท่าทีของ ฝ่ายไทย โดยเฉพาะ การสื่อสารจากกองทัพภาคที่ 2 และ รัฐบาล โดย กระทรวงการต่างประเทศ ได้เลือกยืนอยู่บน “กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ” อย่างชัดเจน!

ฝ่ายไทย ได้ยื่นประท้วง, ขอคำชี้แจง และยืนยันความพร้อมในการปกป้องอธิปไตย หากสถานการณ์ “ถึงจุดจำเป็น” จะต้องตอบโต้!!!

แต่ในขณะเดียวกัน ก็หลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำ หรือการกระทำที่อาจ “ดึง” ประเทศเข้าสู่เกมยกระดับความตึงเครียด!

ท่าทีเช่นนี้ ทำให้ “สื่อต่างชาติ” จำนวนมากมองเหตุการณ์ดังกล่าวในกรอบ “การทดสอบความเปราะบางของข้อตกลงหยุดยิง” และ “บททดสอบความสามารถของรัฐในการควบคุมสถานการณ์” มากกว่า…การเปิดศึกโดยเจตนา

อย่างไรก็ตาม ในสนามการเมืองภายในประเทศ เหตุปืน ค. ครั้งนี้ ได้กลายเป็น…เวทีพิสูจน์ “ผู้นำใหม่” ของไทย  โดยสมบูรณ์!!??

เพราะเป็นสถานการณ์ที่ “ไม่เปิดพื้นที่” ให้การแข่งขันหาเสียงก่อนถึงวันหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง นับจากวันนี้ เป็นไปด้วย…คำสัญญาเชิงนโยบาย หรือวาทกรรมหาเสียง

แต่มันได้บังคับให้ “แกนนำ – แคนดิเดทนายกรัฐมนตรี” ของพรรคการเมือง…จะต้องตัดสินใจจริง! ภายใต้แรงกดดันจากความมั่นคง, การทูต และสายตาของประชาคมระหว่างประเทศ ไปพร้อมกัน

ในบริบทนี้ ชื่อของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ถูกจับตาในฐานะ “ผู้รับผิดชอบ” สถานการณ์โดยตรง ไม่ใช่จากบทบาททางการเมืองเชิงสัญลักษณ์

จากรูปแบบ…การบริหารวิกฤต! ที่ปรากฏต่อสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การยืนยันว่า…เหตุยิงปืน ค. เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง, การใช้กลไกการทูต ควบคู่กับความพร้อมด้านความมั่นคง ไปจนถึงการควบคุมการสื่อสาร เพื่อไม่ให้…เหตุย่อย? กลายเป็นชนวนความตึงเครียดระดับชาติ!

สำหรับ สายตานานาชาติ แล้ว นี่คือ…ภาพของ “ผู้นำ” ที่คุมเกมความเสี่ยง! มากกว่าการเป็น “ผู้นำ” ที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ หรือแรงกดดันทางการเมืองระยะสั้น!!!

เมื่อเทียบกับ ความทรงจำทางการเมืองในอดีต ภาพของ พรรคเพื่อไทย ต่อการจัดการปัญหากัมพูชา มักถูกวิพากษ์ว่า…เน้นการประนีประนอม และการรักษาบรรยากาศความสัมพันธ์ มากกว่าการแสดงจุดยืนเชิงหลักการด้านอธิปไตย

 แม้บริบทแต่ละยุคจะต่างกัน แต่ความทรงจำเหล่านี้ ยังคงถูกนำมาเปรียบเทียบโดยอัตโนมัติ!!!

ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องการความชัดเจน! การตัดสินใจที่หนักแน่น และความสามารถในการรักษา “เส้นแดง (Red Line)” หรือ แนวเขตของประเทศไทย โดยไม่ทำให้สถานการณ์บานปลาย

จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ “ผู้นำ” จะต้องมีสิ่งเหล่านี้…

ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองอื่น ๆ แม้จะออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าว หรือใช้ถ้อยคำรุนแรงต่อกัมพูชา แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้พิสูจน์ความสามารถในการบริหารสถานการณ์จริง! เพราะไม่เคยอยู่ในตำแหน่งที่ต้องรับผิดชอบโดยตรง

สิ่งนี้…ทำให้การแข่งขันทางการเมืองก่อนเลือกตั้งครั้งนี้ เกิดความแตกต่างอย่างเงียบ ๆ ระหว่าง “ผู้นำ” ที่เคยผ่านสนามจริง! กับ “ผู้เล่น” ที่ยังมีเพียงถ้อยคำและท่าทีเชิงสัญลักษณ์

ในภาพใหญ่…เหตุเขมรยิงปืน ค. เข้ามาในฝั่งไทย จึงไม่ใช่เพียงปัญหาชายแดน แต่เป็น “สัญญาณเตือน!” ถึงโจทย์สำคัญของการเลือกตั้ง 8 ก.พ.นี้

นั่นคือ…ประเทศไทยต้องการ “ผู้นำ” แบบใด??? ในยุคที่ความไม่แน่นอน! กำลังกลายเป็นสภาพปกติ!!??

ทั้ง…ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์, ความเปราะบางของข้อตกลงระหว่างประเทศ และแรงกดดันจากประเทศเพื่อนบ้าน…ที่พร้อมใช้ “เหตุย่อย” เป็นเครื่องมือเพิ่มอำนาจต่อรอง!!!

ทางออกของสถานการณ์นี้ ไม่ได้อยู่ที่การตอบโต้ทางทหารที่รุนแรงขึ้น! หรือการใช้…วาทกรรม “ชาตินิยม” เพื่อเรียกคะแนนนิยมในระยะสั้น

แต่อยู่ที่…การเลือก “ผู้นำ” ที่สามารถคุมเกมได้จริง, รู้จักรักษาเส้นแดงของอธิปไตย โดยไม่ทำลายเสถียรภาพของประเทศ และ ไม่ปล่อยให้…ช่วง “เปลี่ยนผ่าน” ทางการเมือง! กลายเป็น “ช่องว่าง” ให้ใครเข้ามาทดสอบความแข็งแรงของรัฐไทย

เมื่อ การเลือกตั้งใหญ่ครั้งใหม่…ใกล้เข้ามา เหตุปืน ค. ที่ช่องบก จึงทำหน้าที่เหมือน “บทสอบภาคสนาม” ที่มาเร็วกว่ากำหนด!!!

และได้ทำให้ การเมืองไทย…ไม่อาจแข่งขันกันด้วย คำสัญญาเพียงอย่างเดียว และ “คู่ชิงนายกฯ” จากพรรคการเมืองหลักทุกคน จะต้องเผชิญกับคำถามที่อยากจะหลีกเลี่ยงว่า…

ใครมีความสามารถพาประเทศผ่านวิกฤตความไม่แน่นอนครั้งถัดไปได้จริง???

ดังนั้น ปืน ค. อาจไม่ใช่เสียงเปิดศึก! แต่เป็นเสียงเปิดเวทีพิสูจน์ “ผู้นำ” ก่อนคนไทยจะกาบัตรเลือกตั้งในอีก 30 วันเศษข้างหน้า!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password