ภท.เปิดเกมแก้ รธน. ‘ปฏิรูปประเทศ vs จัดระเบียบอำนาจใหม่?’

ภูมิใจไทย…พรรคแรก ชิงยื่นแก้รัฐธรรมนูญ ชูโมเดล 100 สสร. ผูกเงื่อนไขห้ามแตะหมวด 1 + 2 กับคำถามทางการเมือง? ต้องจะปฏิรูปประเทศ หรือแค่ออกแบบสมดุลอำนาจใหม่ ในโครงสร้างเดิม จับตา! เกมนี้เป็นมากกว่าแค่แก้กติกา แต่เหมือนวางตำแหน่งทางการเมืองในระยะยาว ด้านฝ่ายวิจารณ์ตั้งข้อสังเกต รธน.ใหม่ เป็นเพียง “การเปลี่ยนผ่านแบบควบคุมได้” ใช่หรือไม่???
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเด็น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือเป็นหนึ่งใน “สนามรบทางการเมือง” ที่ทุกพรรคการเมืองต่างใช้เป็น “เครื่องมือ” สร้างความชอบธรรม และกำหนดจุดยืนของตนเองต่อสาธารณชน
แต่การที่ พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคฯ ตัดสินใจชิงยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภาเป็นพรรคแรก กลับสะท้อนนัยทางการเมืองที่ลึก! กว่าการ “แก้กติกา” ตามปกติ
สิ่งนี้ อาจไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการทางนิติบัญญัติ หากแต่เป็นความพยายาม “ยึดพื้นที่นำ” ทางการเมืองในจังหวะที่สังคมไทย เริ่มตั้งคำถามต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และอนาคตของโครงสร้างอำนาจหลังยุครัฐประหาร
การประกาศตัวเป็น…พรรคแรกที่ขยับเรื่องรัฐธรรมนูญ จึงมีเป้าหมายสำคัญใน…การสร้างภาพลักษณ์ใหม่ ให้พรรคภูมิใจไทย จากพรรคที่เคยถูกมองว่า…ใกล้ชิดกับกลไกอำนาจเดิม ไปสู่…บทบาทของ “ผู้ผลักดันการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง”
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะพบว่า…สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยกำลังเสนอ อาจไม่ใช่รัฐธรรมนูญฉบับ “รื้อระบบ” แต่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับ “ประนีประนอมกับระบบเดิม” มากกว่า
โมเดลสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. 100 คน ที่พรรคเสนอ แม้จะเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนจาก 77 จังหวัดเข้ามามีส่วนร่วม
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การกำหนดให้มี “ผู้เชี่ยวชาญ” อีก 23 คน ก็สะท้อนความพยายามรักษาพื้นที่ของ “ชนชั้นนำ” และ “กลไกอำนาจเดิม” เอาไว้ภายในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ การประกาศชัดเจนว่า…จะไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 ยังเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองโดยตรงไปยังกลุ่มอนุรักษนิยม วุฒิสภา และเครือข่ายอำนาจดั้งเดิมว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะไม่กระทบ “โครงสร้างหลัก” ของประเทศ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง พรรคภูมิใจไทยกำลังพยายามสร้าง “การเปลี่ยนผ่านแบบควบคุมได้” มากกว่าการเปิดพื้นที่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มรูปแบบ
จุดที่น่าสนใจมากอีกประการ คือ การยื่นร่างดังกล่าวเกิดขึ้น “ในนามพรรคการเมือง” ไม่ใช่ในนามคณะรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็น…การวางยุทธศาสตร์ที่แยบยลทางการเมือง เพราะช่วยให้พรรคภูมิใจไทยสามารถเก็บคะแนนนิยมจากสังคมในฐานะผู้ผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญ
ขณะเดียวกันก็ ลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของรัฐบาล หากร่างดังกล่าวเผชิญแรงต้านหรือถูกตีตกในอนาคต
นั่นหมายความว่า…พรรคภูมิใจไทยกำลังเล่นเกมแบบ “ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง” หากร่างเดินหน้าได้ พรรคก็จะได้รับเครดิตทางการเมืองทันที แต่หากร่างสะดุด รัฐบาลทั้งชุดก็ไม่จำเป็นต้องแบกรับต้นทุนร่วมกันทั้งหมด
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตา คือ เงื่อนไขการใช้เสียงวุฒิสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 เพื่อผ่านกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่ง นักวิเคราะห์และนักวิชาการ บางส่วน เห็นตรงวันว่า…อาจเป็นการดึง สว. เข้ามาอยู่ในสมการอำนาจใหม่ มากกว่าจะเป็นการลดบทบาทของ สว. ตามข้อเรียกร้องของฝ่ายที่ต้องการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองอย่างจริงจัง
ภาพทั้งหมด! จึงทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า…รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังถูกผลักดัน จะเป็น “รัฐธรรมนูญของประชาชน” ตามที่กล่าวอ้าง หรือจะเป็นเพียงกลไกจัดระเบียบอำนาจทางการเมืองชุดใหม่ ภายใต้การประนีประนอมของชนชั้นนำและกลุ่มอำนาจทางการเมือ งเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น การตั้งเป้าหมายให้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จภายในปี 2573 ยังสะท้อนว่า…เรื่องนี้กำลังถูกวางให้เป็น “วาระการเมืองระยะยาว” ที่จะส่งผลต่อการจัดสมดุลอำนาจไปอีกหลายปีข้างหน้า
ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ อาจไม่ใช่เพียงการเริ่มต้นแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่มันคือ…การเริ่มต้นของการจัดวางโครงสร้างอำนาจทางการเมืองรอบใหม่
ภายใต้คำถามสำคัญที่ สังคมไทยยังต้องติดตามต่อไป ว่า…ประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปสู่ “การปฏิรูปโดยประชาชน” หรือกำลังเข้าสู่ “การเปลี่ยนผ่านที่ถูกออกแบบไว้ล่วงหน้า”
โดย…ชนชั้นการเมืองอีกครั้งหนึ่ง! กันแน่???.






