‘ไทยคอร์รัปชัน’ – II

(Series Thailand Corruption Costs Episode 2/3 : รัฐรวมศูนย์ ดุลพินิจ และระบบอุปถัมภ์…รากลึกของต้นทุนคอร์รัปชันไทย)

ผลจากแรงกระเพื่อม…ผลสำรวจของ กกร. ทำให้รัฐบาลต้องขยับตั้ง “คตท.” และดึงภาคเอกชนร่วมปฏิรูปการต่อต้านทุจริต คำถามสำคัญจึงเริ่มเปลี่ยนจาก “ใครโกง?” ไปสู่ “เหตุใดระบบรัฐไทย จึงยังเปิดพื้นที่ให้การใช้อำนาจกลายเป็นต้นทุนของประเทศ?” ท่ามกลางความพยายามลดดุลพินิจเจ้าหน้าที่ ปรับกฎหมายล้าสมัย และเปลี่ยนผ่านสู่รัฐยุคดิจิทัล

หลังผลสำรวจของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) สะท้อนปัญหาการเรียกรับสินบนในหน่วยงานรัฐ จนกลายเป็นแรงกระเพื่อมทางการเมืองและสังคมครั้งใหญ่ ดูเหมือนว่า…แรงปะทะระหว่าง “ภาครัฐ” กับ “ภาคธุรกิจ” กำลังเริ่มเปลี่ยนทิศทาง

โดยเฉพาะภายหลังที่ “รัฐบาล” ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ประกาศเดินหน้าจัดตั้ง “คณะกรรมการประสานงานเพื่อต่อต้านการทุจริต (คตท.) ที่มี นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และเปิดให้ตัวแทนภาคเอกชนจาก กกร. เข้าร่วมเป็นกรรมการ ด้วย

หลายฝ่ายเริ่มมองว่า…นี่อาจเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ!” จากการเผชิญหน้า ไปสู่…ความพยายามปฏิรูประบบร่วมกัน

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาคอร์รัปชัน…อาจไม่ได้อยู่ที่ “คนโกง” เพียงอย่างเดียว แต่กำลังฝังรากอยู่ใน “โครงสร้างอำนาจ” ของรัฐไทย เอง

รัฐราชการรวมศูนย์ : จุดกำเนิดของดุลพินิจ

ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มี ระบบราชการรวมศูนย์สูงที่สุด! ในภูมิภาคนี้ นั่นเพราะ…อำนาจการอนุมัติ อนุญาต ตรวจสอบ และจัดสรรทรัพยากรจำนวนมาก ยังคงผูกอยู่กับหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่ในหลายลำดับชั้น ตั้งแต่ส่วนกลางลงไปถึงระดับท้องถิ่น

เมื่อ ประชาชนและภาคธุรกิจยังต้อง “ขออนุญาต” เพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินหน้าได้ ช่องว่างระหว่าง “อำนาจ” กับ “ผลประโยชน์” ก็ยิ่งเปิดกว้างขึ้นโดยอัตโนมัติ

อาจารย์ตรีเนตร สาระพงษ์ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มองผ่าน ทีมข่าวค่ายมติชนก่อนหน้านี้ ว่า…รากของปัญหาคอร์รัปชันไทยอยู่ที่การรวมศูนย์อำนาจ และการที่เจ้าหน้าที่รัฐมี “ดุลพินิจสูง” แต่กลับขาดระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ

ยิ่งดุลพินิจสูงเท่าใด โอกาสในการต่อรองผลประโยชน์ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น!!!

เมื่อรัฐเอง เริ่มยอมรับปัญหา ‘ดุลพินิจ’

สิ่งที่น่าสนใจในยามนี้ นั่นก็คือ ภายหลังแรงกระเพื่อมจากผลสำรวจของ กกร. แล้ว ในส่วนของ ภาครัฐเอง ต่างก็เริ่มหันมาใช้ภาษาที่แตกต่างออกไปจากเดิม โดยเฉพาะการพูดถึงเรื่อง…

การใช้ระบบ Dashboard

การลดขั้นตอนอนุญาต

การปรับกฎหมายล้าสมัย

และ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อลดการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน

ทั้งหมดนี้ สะท้อนว่า…แม้แต่ภาครัฐเอง ก็เริ่มยอมรับโดยปริยายเช่นกัน ในทำนอง “ดุลพินิจ” คือ หนึ่งในจุดเปราะบางสำคัญของระบบราชการไทย!!??

เพราะเมื่อใดที่ “การอนุมัติ = อำนาจต่อรอง” คอร์รัปชันก็จะกลายเป็น “ต้นทุนแฝง” ของระบบทันที!!!

ระบบอุปถัมภ์ กับวัฒนธรรม ‘เส้นสาย’

ปัญหาคอร์รัปชันไทยไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในรูปของเงินใต้โต๊ะ แต่ยังฝังอยู่ใน “วัฒนธรรมอุปถัมภ์” ที่สังคมไทยคุ้นชินมานาน

การใช้เส้นสาย การฝากคน หรือ การเข้าถึงผู้มีอำนาจผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัว ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติในหลายภาคส่วน

อาจารย์ตรีเนตร เรียกสิ่งนี้ว่า…“คอร์รัปชันเชิงวัฒนธรรม!!!”

เพราะในหลายกรณี แม้จะไม่มีการรับเงินโดยตรง แต่ระบบกลับเอื้อให้ “คนรู้จัก” หรือ “คนมีสาย” เข้าถึงโอกาสได้มากกว่าคนทั่วไป

ผลที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงความไม่เป็นธรรมทางสังคม แต่คือ การทำให้ “คนสุจริตแข่งขันไม่ได้”

เมื่อประชาชนต้อง ‘ขอ’ เอกชนต้อง ‘วิ่ง’

ด้าน อาจารย์สุดเขต สกุลทอง มองผ่าน สื่อค่ายมติชน เช่นกันว่า…โครงสร้างราชการที่ซับซ้อน และเต็มไปด้วยขั้นตอนอนุมัติหลายชั้น ได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากเลือก “หาทางลัด”

เมื่อ ประชาชนต้อง “ขอ” ขณะที่ เอกชนต้อง “วิ่ง” ระบบก็จะเปิดพื้นที่ให้เกิด “ค่าดำเนินการพิเศษ” โดยปริยาย

ในโลกธุรกิจ หลายคนเริ่มเรียกต้นทุนลักษณะนี้ว่า “informal tax” หรือ “ภาษีเถื่อน”

แม้จะไม่ปรากฏใน ระบบภาษีของรัฐ แต่กลับกลายเป็นต้นทุนจริงที่ธุรกิจต้องแบกรับกันไว้!!??

และ ท้ายที่สุด! ต้นทุนเหล่านี้จะถูกผลักกลับไปยังประชาชน ผ่านราคาสินค้า การลงทุนที่ลดลง และความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ถดถอยลงเรื่อยๆ

จากแรงปะทะ…สู่ความพยายามปฏิรูป

ทั้งนี้ บนความเคลื่อนไหวในไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง! เพราะหลังเกิดแรงปะทะในช่วงแรก “กล่าวหาและฟ้องร้องกลับ!”

แต่ ณ ตอนนี้ ตัวแทนทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ต่างเริ่มส่งสัญญาณ “ลดความขัดแย้ง” และหันกลับมาพูดถึง “การปฏิรูปเชิงระบบ” มากขึ้น!!!

ตัวแทน กกร. และภาครัฐ ต่างยืนยันตรงกันว่า…เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การเผชิญหน้า แต่คือ การทำให้ระบบราชการไทยโปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดต้นทุนแฝงในการดำเนินธุรกิจ

นี่จึงอาจเป็นครั้งแรก! ในรอบหลายปี ที่ปัญหาคอร์รัปชัน…ไม่ได้ถูกพูดถึงเพียงในมิติ “ศีลธรรม” หรือ “การเมือง” แต่เริ่มถูกมองในฐานะ “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ” และ “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ของประเทศอย่างจริงจัง!!??

ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ

วันนี้ ประเทศไทยอาจกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ ระหว่าง…

“การรักษาระบบรวมศูนย์แบบเดิม” กับ  “การเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐสมัยใหม่ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น!”

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “ใครรับสินบน?” แต่มันคือ “ประเทศไทยพร้อมเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ ที่ทำให้คอร์รัปชันกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบหรือยัง?”

และนี่คือ สิ่งที่ซีรีส์ตอนสุดท้าย จะพาไปสำรวจต่อว่า… “ประเทศไทยจะเลือกเป็นรัฐแบบใด ในโลกเศรษฐกิจและการเมืองยุคใหม่”

โปรดติดตามตอนจบ! บทความซีรีส์ วิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ ‘ไทยคอร์รัปชัน’ – III (ประเทศไทยบนทางเลือกใหม่ : ระหว่างรัฐรวมศูนย์ กับรัฐโปร่งใสในโลกยุคใหม่) วันพรุ่งนี้!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password