‘ไทยคอร์รัปชัน’ – I

(Series Thailand Corruption Costs Episode 1/3 : เมื่อการพูดเรื่องต้นทุนคอร์รัปชัน กลายเป็นความเสี่ยงของประเทศไทย)

ผลสำรวจของภาคเอกชน…สะท้อนปัญหาสินบนในหน่วยงานรัฐ ปัญหาคอร์รัปชั่น…กำลังพาประเทศไทยเข้าสู่บททดสอบครั้งสำคัญ? ที่ไปไกลยิ่งกว่า…ปมทุจริตเรียกรับสินบน แต่รวมถึง “สิทธิ” ในการพูดถึงปัญหานี้  ท่ามกลางแรงปะทะ! ระหว่าง…การตรวจสอบภาครัฐ มาตรฐาน OECD พ่วงคำถามว่า…เรากำลังเลือกเดินไปสู่ “รัฐแบบใด?” ในโลกยุคใหม่

ผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับ คณะทำงาน Zero Corruption และ กลุ่ม “เพื่อนไม่ทน” เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ก่อน…

อาจไม่ใช่เพียงผลสำรวจทั่วไปทางสังคม หากแต่กำลังกลายเป็น “สัญญาณเตือนเชิงโครงสร้าง” ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง! ของ…ระบบเศรษฐกิจและระบบราชการไทยในรอบหลายปี

นั่นเพราะสิ่งที่ ภาคธุรกิจไทย กำลังสะท้อนออกมา ไม่ใช่เพียงความรู้สึก “ไม่พอใจ” ต่อขั้นตอนราชการ หรือการเรียกรับผลประโยชน์ในบางหน่วยงาน แต่มันคือ การประกาศอย่างตรงไปตรงมา ว่า…

“ปัญหาการคอร์รัปชัน” ได้กลายเป็น “ต้นทุนปกติ” ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยไปเสียแล้ว!!??

ตัวเลขจาก…ผลสำรวจสะท้อนภาพที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

  • 89.1% ของภาคธุรกิจมองว่าคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ
  • 51.2% เชื่อว่าสถานการณ์คอร์รัปชันแย่ลงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
  • 60.9% ระบุว่าเคยพบการส่งสัญญาณหรือร้องขอผลตอบแทนระหว่างการติดต่อราชการ
  • และ 37.3% ยอมรับว่า…การได้สัญญาจากภาครัฐ อาจต้องมี “ค่าใช้จ่ายพิเศษ” สูงถึง 11-15%

ประเด็นสำคัญ จึงอาจไม่ใช่แค่เพียงว่า…“มีการโกงหรือไม่?” แต่คือ ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะที่ “ต้นทุนนอกระบบ” ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติหรือเปล่า???

ระบบเศรษฐกิจเงา ที่ฝังอยู่ในรัฐไทย

ในอดีต…เมื่อพูดถึงการคอร์รัปชัน คนไทยมักนึกถึงภาพ “ซองขาว” หรือ “เงินใต้โต๊ะ” ที่ส่งต่อกันแบบลับๆ แต่ปัญหาในปัจจุบันได้พัฒนาไปไกลกว่านั้นมาก

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น นั่นก็คือ “ระบบเศรษฐกิจเงา” ที่แทรกอยู่ในกระบวนการใช้อำนาจของรัฐ ผ่านรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น

  • การใช้เส้นสาย
  • การเข้าถึงอำนาจแบบไม่เท่าเทียม
  • การวิ่งเต้นผ่านเครือข่ายอุปถัมภ์
  • หรือแม้แต่…การจ่าย “ค่าดำเนินการพิเศษ” เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าได้เร็วขึ้น

เมื่อใดที่ “การอนุมัติ” กลายเป็น “รายได้พิเศษ” คอร์รัปชันก็จะไม่ใช่ความผิดปกติอีกต่อไป แต่จะค่อยๆ กลายเป็น “ระบบ” ที่ฝังตัวอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย!!!

อาจารย์ตรีเนตร สาระพงษ์ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อธิบายผ่าน…สื่อในเครือมติชน ก่อนหน้านี้ว่า…

ปัญหานี้คือ “คอร์รัปชันเชิงวัฒนธรรม” ที่ไม่ได้อยู่เพียงในรูปการรับเงินโดยตรง แต่รวมถึงการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวและเส้นสายในการเข้าถึงอำนาจรัฐ จนทำให้ “คนสุจริตแข่งขันไม่ได้”

สิ่งที่น่ากังวลที่สุด! อาจไม่ใช่จำนวนเงินใต้โต๊ะที่เพิ่มขึ้น แต่คือ…การที่สังคมไทย เริ่ม “คุ้นชิน” กับระบบแบบนี้ จนมองว่า…เป็นเรื่องปกติ

รัฐราชการรวมศูนย์ กับดุลพินิจที่มีราคา

รากลึกสำคัญของปัญหานี้ คือ “ดุลพินิจ” ของเจ้าหน้าที่รัฐ ยิ่ง…ระบบราชการมี “อำนาจรวมศูนย์” มากเท่าใด? และ เจ้าหน้าที่มีอำนาจอนุมัติ อนุญาต หรือชี้เป็นชี้ตายมากเท่าใด?

โอกาสในการต่อรองผลประโยชน์ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น!!!

Robert Klitgaard นักวิชาการด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน เคยเสนอ “สมการสำคัญ” ไว้ว่า…

“คอร์รัปชัน = อำนาจผูกขาด + ดุลพินิจ – การตรวจสอบรับผิด”

และหากพิจารณาจาก ผลสำรวจของ กกร. จะพบว่า…หลายหน่วยงานที่ถูกพูดถึง ล้วนเป็นหน่วยงานที่มีลักษณะร่วมกัน คือมีอำนาจในการอนุมัติ อนุญาต ตรวจสอบ หรือบังคับใช้กฎหมายในระดับสูง

เมื่อ ระบบ มี…ขั้นตอนมาก กฎหมายซับซ้อน และประชาชนต้อง “ขอ” ขณะที่ ภาคเอกชนเอง ก็ต้อง “วิ่ง”

ช่องว่างระหว่างอำนาจกับผลประโยชน์ก็จะเปิดกว้างขึ้นโดยอัตโนมัติ!!??

เมื่อภาคธุรกิจเริ่มส่งสัญญาณ

ความสำคัญของผลสำรวจครั้งนี้ ไม่ได้อยู่เพียงที่ “ตัวเลข” แต่อยู่ที่ “ผู้พูด” เพราะผู้ที่ออกมาสะท้อนปัญหา ไม่ใช่ฝ่ายค้าน ไม่ใช่ NGO หรือ กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่พวกเขาคือ…ภาคธุรกิจหลักของประเทศ ผ่านกลไกของ กกร. ประกอบด้วย…

สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สมาคมธนาคารไทย

นี่จึงไม่ใช่เพียง “เสียงบ่น!” ของนักธุรกิจบางกลุ่ม? แต่มันคือ สัญญาณ ที่ถูกส่งออกมาในท่วงทำนอง…“ต้นทุนคอร์รัปชัน” กำลังเริ่มกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างจริงจัง ไปเสียแล้ว!!!

นักวิชาการหลายคนเห็นตรงกันว่า…ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้กระทบเฉพาะศีลธรรมทางสังคม แต่กระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง เพราะต้นทุนที่ธุรกิจต้องจ่าย สุดท้ายจะสะท้อนกลับไปยัง…ราคาสินค้า การลงทุน

ความเชื่อมั่น และศักยภาพในการแข่งขันกับต่างประเทศ

ระหว่าง “ปฏิรูป” กับ “ปะทะ”

สิ่งที่น่าสนใจอีกด้าน นั่นคือ…ปฏิกิริยาของหน่วยงานรัฐต่อผลสำรวจดังกล่าว???

บางหน่วยงานเลือกใช้วิธีการ “ตอบโต้” และ ตั้งคำถามต่อผลสำรวจ ขณะที่บางหน่วยงาน เลือกใช้โอกาสนี้ในการทบทวนระบบของตนเอง

กรณีคำชี้แจงของ…กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิต ในสังกัดกระทรวงการคลัง ที่มี คนคุมบังเหียน คือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ? นั่นเพราะทั้ง 2 หน่วยงาน ประกาศชัดว่า…

พร้อมจะเร่งใช้ระบบดิจิทัล ลดดุลพินิจ เพิ่มความโปร่งใส และเปิดช่องทางร้องเรียนให้ปลอดภัยมากขึ้น!!!

นี่คือ “ภาษาราชการยุคใหม่” ที่มองว่า…การลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน คือ การลดพื้นที่ต่อรองผลประโยชน์

เพราะใน…โลกยุคใหม่ “Digital Transformation” ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่มันคือ…เครื่องมือสำคัญในการลดคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง

ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ตรงไหน?

วันนี้…ปัญหาคอร์รัปชันอาจไม่ได้อยู่เพียงในรูปเงินใต้โต๊ะอีกต่อไป แต่กำลังเชื่อมโยงกับความเชื่อมั่นของประเทศทั้งระบบ

นักลงทุนต่างชาติ อาจไม่ได้กลัวเพียงการมีคอร์รัปชัน แต่กำลังกังวลใจในประเด็นประเทศไทยมีพื้นที่ให้พูดถึงปัญหานี้ได้มากเพียงใด และรัฐพร้อมเปิดรับการตรวจสอบจริงหรือไม่? อย่างไร?

เพราะท้ายที่สุดแล้ว! ประเทศที่แข่งขันได้ในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ อาจไม่ใช่ประเทศที่ไม่มีปัญหาเลย แต่คือ ประเทศที่กล้ายอมรับปัญหา และปฏิรูประบบของตนเองอย่างจริงจังมากกว่า!!!

เมื่อการเปิดเผยปัญหา กลายเป็นความเสี่ยง!

สิ่งที่ทำให้ประเด็นนี้ ถูกจับตามองมากขึ้นเป็นพิเศษ? นั่นคือ ปฏิกิริยาทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลังผลสำรวจถูกเผยแพร่

เพราะภายหลังที่มีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวออกสู่สาธารณแล้ว รัฐมนตรีบางคน? โดยเฉพาะ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึง…นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้ออกมาแสดงท่าที ในทำนองว่า…

หากข้อมูลไม่เป็นความจริง? หน่วยงานที่ได้รับความเสียหายก็มีสิทธิใช้กฎหมายฟ้องร้องกลับได้!!!

ในอีกด้านหนึ่ง พรรคฝ่ายค้านและภาคประชาสังคม กลับเห็นต่างและมองว่า…ท่าทีเช่นนี้ของรัฐบาลและฝ่ายการเมือง อาจส่งผลให้เกิดบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวต่อการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ การทุจริตคอร์รัปชัน

คำว่า…SLAPP” หรือ Strategic Lawsuit Against Public Participation จึงถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายมากขึ้นในสังคมไทย

SLAPP หมายถึง…การใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือสร้างภาระให้ผู้วิพากษ์วิจารณ์ ผู้ร้องเรียน หรือผู้เปิดเผยข้อมูล จนเกิดความหวาดกลัวและไม่กล้าออกมาพูดในประเด็นสาธารณะอีก

แม้ในทางกฎหมาย ทุกฝ่ายย่อม “มีสิทธิ” ใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเอง แต่ใน โลกยุคใหม่ โดยเฉพาะใน กลุ่มประเทศ OECD และสหภาพยุโรป ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่า…

“ใครมีสิทธิฟ้อง” แต่อยู่ที่…รัฐมีระบบคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส และเปิดพื้นที่ให้เกิดการตรวจสอบได้มากแค่ไหน? และเพียงใด?

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ประเด็นนี้ เริ่มเชื่อมโยงไปถึงภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ!!!

เพราะในช่วงเวลาที่ “รัฐบาลไทย” กำลังผลักดันการเข้าร่วม OECD และเจรจา FTA ไทย–EU นั้น

โลกภายนอกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด ว่า…ประเทศไทยจะ “ยกระดับ” มาตรฐานด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูลได้จริงหรือไม่?

โลกยุคใหม่ ไม่ได้วัดเพียงว่า…ประเทศหนึ่งมีคอร์รัปชันหรือไม่? แต่กำลังวัดด้วยว่า…ประเทศนั้นเปิดพื้นที่ให้สังคมตรวจสอบอำนาจรัฐได้จริงเพียงใด?

และบางที คำถามสำคัญที่สุดในเวลานี้ อาจไม่ใช่ว่า…“ใครโกง?” แต่คือ “เหตุใดระบบจึงทำให้การโกงกลายเป็นเรื่องปกติได้?”

รวมถึง “เหตุใดการพูดถึงปัญหานี้ จึงเริ่มกลายเป็นความเสี่ยงสำหรับบางคน?”

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศไทย อาจไม่ได้เริ่มต้นจาก “คนไม่ดี” เพียงไม่กี่คน?

แต่อาจ…กำลังฝังรากอยู่ใน “โครงสร้างอำนาจ” ที่เปิดช่องให้การใช้อำนาจรัฐ กลายเป็นพื้นที่ต่อรองผลประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง

เพราะ…เมื่อระบบอนุญาตยังซับซ้อน

เมื่อดุลพินิจยังมีราคา

และ เมื่อการเข้าถึงอำนาจยังไม่เท่าเทียม

“ต้นทุนพิเศษ” ก็จะยังคงถูกผลักภาระไปยังประชาชนและภาคธุรกิจอย่างไม่มีวันสิ้นสุด!??

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า…“ใครรับสินบน?” แต่คือ เหตุใดระบบรัฐไทย จึงยังเปิดพื้นที่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า?” มากกว่า…

และนี่คือสิ่งที่ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” จะชวนท่านผู้อ่าน ไปร่วมสำรวจกันให้ลึกกว่าเดิมว่า…“โครงสร้างราชการรวมศูนย์ ระบบอุปถัมภ์ และดุลพินิจที่ขาดการตรวจสอบ” ได้กลายเป็นต้นทุนเงียบที่ฉุดรั้งประเทศไทยไว้อย่างไรบ้าง?

ติดตามตอนที่ 2/3 “รัฐรวมศูนย์ ดุลพินิจ และระบบอุปถัมภ์ : รากลึกของต้นทุนคอร์รัปชันไทย”!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password