ไทย = จังหวะแห่งการลงทุน

(‘อนุทิน’ ยก! ยุโรป…พันธมิตรยุทธศาสตร์ ดัน ‘EEC – AI – พลังงานสะอาด’ เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต)
นายกฯ “อนุทิน” นำทีมไทยแลนด์พบ “ภาคธุรกิจและนักการทูตยุโรป” ณ กรุงปารีส ประกาศเดินหน้า “การทูต 2.0” เชื่อมเศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงาน และความมั่นคงเข้าด้วยกัน พร้อมเร่ง FTA ไทย–EU ดึงลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต ย้ำไทยคือ “ช่วงเวลาแห่งการลงทุน” และประตูสำคัญสู่อาเซียนและอินโด-แปซิฟิก

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นำคณะ “ทีมไทยแลนด์” ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว. อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม และ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เดินหน้าภารกิจสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุนในยุโรป ระหว่างการเยือนกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 24-25 พฤษภาคม 2569
ภารกิจดังกล่าวเริ่มจาก การประชุมมอบนโยบายแก่เอกอัครราชทูต อุปทูต และกงสุลใหญ่ไทยจาก 24 สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป โดย นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญความขัดแย้งและการแข่งขันทางเศรษฐกิจรอบใหม่ “ยุโรป” จะไม่ใช่เพียงตลาดส่งออกของไทยอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “พันธมิตรยุทธศาสตร์” สำคัญของประเทศไทยในอนาคต

ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้า “การทูต 2.0” เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยี พลังงาน และความมั่นคงเข้าด้วยกัน พร้อมเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA ไทย–EU) ซึ่งจะเป็น กุญแจสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน เทคโนโลยี และการจ้างงานคุณภาพเข้าสู่ประเทศไทย
ขณะที่ รองนายกฯเอกนิติ ระบุว่า จุดแข็งสำคัญของไทยในสายตานักลงทุนโลก คือเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน พร้อมชี้ว่า ไทยและยุโรปมีทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาดสอดคล้องกัน ทำให้ไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นฐานการลงทุนสำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูง ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด
นอกจากนี้ รัฐบาล ยังมองว่า การที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF และ World Bank Annual Meetings 2026 จะเป็นอีกเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยต่อเศรษฐกิจโลก
ต่อมา เมื่อเวลา 09.00 น. ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ของวันนี้ (25 พฤษภาคม) นายกรัฐมนตรีและคณะฯได้เข้าหารือกับสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) พร้อมกล่าว ปาฐกถาในกิจกรรม Exclusive Meeting with the Prime Minister of Thailand โดยมีผู้แทนภาคธุรกิจชั้นนำของฝรั่งเศสกว่า 38 บริษัทเข้าร่วม

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ขณะนี้ถือเป็น “ช่วงเวลาแห่งการลงทุนในประเทศไทย” (Moment to invest in Thailand) พร้อมย้ำถึงศักยภาพของไทยในฐานะประตูสำคัญสู่อาเซียนและภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยเฉพาะการเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การผลิต และเทคโนโลยีในอนาคต
สำหรับ อุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการดึงดูดการลงทุนจากฝรั่งเศสและยุโรป ได้แก่ พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน อุตสาหกรรมการบินและศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) อุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขั้นสูง
นายกรัฐมนตรี ยังยืนยันด้วยว่า ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงครบวงจร ทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพ และห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่รัฐบาลผลักดันให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมขั้นสูงและความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระยะยาว
พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น รวมถึง โครงการ “Thailand FastPass” ที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่โครงการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ลดระยะเวลาการอนุมัติและออกใบอนุญาตต่าง ๆ อย่างมีนัยสำคัญ
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ไทยและฝรั่งเศสกำลังเดินหน้าสู่การเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” มากขึ้น ขณะที่กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการยกระดับมาตรฐานกฎหมายและเศรษฐกิจไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในทุกมิติ.







