เห็น(ถึง)ใจ!!!

สังคมไทยคลายความกังวลใจ เสมือนยกภูเขาออกจากอก!!! หลังจาก ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6:3 วินิจฉัย “คดีคลิปเสียง” การสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น กับ นายฮุน เซน ผู้นำทางการเมืองกัมพูชา
ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ว่า…การกระทำดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) เนื่องจากขาดความซื่อสัตย์สุจริตและฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ส่งผลให้ ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธารสิ้นสุดลงเฉพาะตัว และคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ โดยให้มีผลย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว
กลับกัน! หาก น.ส.แพทองธาร ได้ไปต่อ???
สิ่งนี้…จะกลายเป็นบรรทัดฐาน ที่ทำให้ “ผู้นำประเทศ” ในวันข้างหน้า พร้อมจะเอาผลประโยชน์ของชาติ ไปเจรจาต่อรองใน “ทางลับ” แลกกับผลประโยชน์…จะเป็นส่วนตัว ส่วนกลุ่ม หรือส่วนรวม ก็ตาม
เขาหรือเธอ ก็สามารถจะทำได้โดยไม่ตะขิดตะขวนใจ และไม่รู้สึกผิดต่อสถานะที่ตัวเองดำรงอยู่…เพราะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รองรับให้แล้ว….
สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากนี้…
หนึ่ง…ภายใต้การดำเนินงานของ “นายกรัฐมนตรีรักษาการ” (นายภูมิธรรม เวชชยชัย) ที่จะต้องอยู่ทำหน้าที่จนกว่าจะมี นายกรัฐมนตรีคนใหม่ นั้น
ระหว่างนี้…สภาผู้แทนราษฎร จำเป็นจะต้องเร่งหาจาก “แคนดิเดท” ที่แต่ละพรรคการเมืองมี นั่นคือ…
นายชัยเกษม นิติสิริ ตัวแทนที่เหลือจากบัญชีพรรคเพื่อไทย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ก็ยังอีกตัวเลือกของพรรคอีกคน คือ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย
รวมถึง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ในจำนวน 5 คนนี้ น่าจะเหลือตัวเลือกจริงๆ ก็แค่ 2-3 คน
“นายชัยเกษม – นายอนุทิน – พล.อ.ประยุทธ์” แต่รายหลังนี้…โอกาสก็คงมีไม่มากนัก ยกเว้น! การเมืองมันถึงทางตันจริงๆ ก็ยังพอมี “ช่องว่าง” เปิดรอให้กลับไปทำ หน้าที่เก่า…ซีซั่น 3
ยามนี้…ที่น่าจะเป็น “คู่ชิงดำ” ในกลุ่ม “แคนดิเดท” คงไม่พ้น…ตัวแทนจากพรรคสีแดงและสีน้ำเงิน
หากจับสัญญาณในช่วง 2-3 วันก่อนหน้านี้ การเจอกันของ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กับ นายอนุทิน มันก็คงไม่ธรรมดา…
ระดับ “ลุงป้อม” ลองหนุนหลังใครแล้ว โอกาสจะก้าวขึ้นไปใหญ่…ก็หาได้เป็นเรื่องที่ยากจนเกินไปนัก
อย่างน้อย…การออกแถลงการณ์ของพรรคภูมิใจไทย เย็นวันเดียวกับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า…พรรคภูมิใจไทย ตอบรับข้อเสนอและเงื่อนไขพรรคประชาชน จัดตั้งรัฐบาลใหม่
มันก็สะท้อนว่า…ฝั่งของพรรคฝ่ายค้านเอง ก็พร้อมจับขั้วตั้งรัฐบาล แข่งกับพรรคเพื่อไทย ที่แม้หลายคนในสังคมไทยจะเชื่อว่า…หมดความธรรมในการจะส่ง “แคนดิเดท” ขึ้นไปเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็ตาม…
แต่ในทางการเมือง และกติตาตามรัฐธรรมนูญปี 25602 มาตรา 159 ที่กำหนดให้การเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยสภาผู้แทนราษฎร จะต้องได้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของ ส.ส. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ (มากกว่า 247 เสียง)
และครั้งนี้ ก็ไม่ต้องห่วงว่า…เสียงของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จะมาสร้างความปั่นป่วนในการสรรหานายกรัฐมนตรี เหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว…
เมื่อ กติกาเปิดกว้าง…นั่นจึง ไม่ใช่การ “ปิดกั้น” ตัวแทน “แคนดิเดท” ของพรรคเพื่อไทย เช่นกัน
เพียงแต่รอบนี้…มันไม่ง่ายเหมือน 2 ครั้งก่อนอีกแล้ว…
โอกาสที่ นายอนุทิน ภายใต้การสนับสนุนของ “ลุงป้อม” และพรรคประชาชน จะสร้างแรงดึงดูดให้พรรคกลางๆ รวมถึงพรรคเล็กพรรคน้อย ไหลกลับมาอยู่ในฟากฝั่งนี้ ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน…
ซึ่งหาก นายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทย จะพลิกลิ้น! กับคำมั่นสัญญาที่มีต่อพรรคประชาชน โดยไม่ทำตามคำสัญญา ทั้งเรื่อง…การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน หลังจากแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของประเทศและประชาชนแล้ว
พรรคประชาชนก็จะ “เท” รัฐบาลภูมิใจไทย…ในทางการเมืองทันที!!!
สอง…ตัวของ น.ส.แพทองธาร เอง ก็จะต้องรอรับ คลื่นกระแทกในฉากอื่นๆ ต่อไป ภายใต้สิ่งที่ถูกแปะกลางหน้าผาก คือ “ขาดความซื่อสัตย์สุจริตและฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง” อาจนำมาซึ่ง การถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง
รวมถึง…อาจ “โดนหนัก” จากคำตัดสินของ ป.ป.ช. ถึงขั้น…ห้ามดำรงตำแหน่งในทางการเมือง เหมือนกับนักการเมืองคนอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ที่โดนไปคนละ 5-10 ปี
นี่จะทำให้อนาคตทางการเมืองของคนในตระกูล “ชินวัตร” โดยเฉพาะ “วงในสุด” หมดจนไม่เหลือใคร?
หากจะฝืน…ก็คงส่งได้แค่คนที่เป็น “วงสอง – วงสาม” มาทำหน้าที่และภารกิจนี้ต่อ…
วลี “ให้ท่านฮุน เซน เห็นใจหลานหน่อย” ที่ น.ส.แพทองธาร พูดผ่านล่าม ถึง นายฮุน เซน ได้กลายเป็น…วดีเด็ด! ที่ทำให้การเมืองไทย ก้าวมาถึงจุดนี้…
จุดที่สร้างความไม่แน่นอนในทางการเมือง และความไม่มั่นใจในทางเศรษฐกิจและการลงทุน…
บั่นทอนความศรัทธาแรง!!!…ต่อทั้งภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติ
คบเด็กสร้างบ้าน!!! วลีในสำนวนโบราณ จะเหมาะสมและสอดรับกับสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันหรือไม่? สุดจะคาดเดาได้
แต่ที่แน่ๆ ไม่เกิน 3 เดือน…ประเทศไทยจะต้องเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี นับจากวันที่ นายฮุน เซน พูดไว้…
วันนี้…มันก็เป็นจริงขึ้นมาแล้ว
เด็กสร้างบ้าน…ไร้เดียงสา…ละอ่อน…และอะไรต่อมิอะไร? อีกมากมาย…
ได้ทำให้ประเทศไทย…ก้าวเดินมาจนถึงจุดนี้
จุดที่…สังคมไทย หมดความอดทนกับการเล่นการเมืองแบบ “ธุรกิจการเมือง” อีกต่อไปแล้ว!!!.