หอการค้าไทยห่วงปม ‘อิ๊ง’ หลุดนายกฯ ชี้กระทบความเชื่อมั่น แนะเร่งหา ‘ผู้นำใหม่’ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ

หอการค้าไทยชี้ นักธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติห่วงปัญหาการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ หลังศาลชี้ “แพทองธาร” ขาดคุณสมบัติ พ้นตำแหน่งนายกฯ ครม.พ้นทั้งคณะ แนะเร่งหา “ผู้นำคนใหม่” สรรหา ครม.มีฝีมือ เร่งสานต่อทำงาน ฟื้นฟูเศรษฐกิจของชาติ

วานนี้ (29 ส.ค.2568) ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6:3 วินิจฉัย “คดีคลิปเสียง” การสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น กับ นายฮุน เซน ผู้นำทางการเมืองกัมพูชา ว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) เนื่องจากขาดความซื่อสัตย์สุจริตและฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ส่งผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธารสิ้นสุดลงเฉพาะตัว และคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ โดยให้มีผลย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว โดยกล่าวแสดงความเป็นห่วงว่า คำตัดสินของศาลฯถือเป็นดุลยพินิจที่ทุกภาคส่วนต้องน้อมรับ แต่ยอมรับว่าเหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทย และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญวิกฤตอยู่แล้ว
“ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บั่นทอนศรัทธา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเรากำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักอยู่แล้ว” ดร.พจน์ กล่าวและย้ำว่า…ขณะนี้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญปัญหารุมเร้า ทั้งกำลังซื้อที่ถดถอย หนี้ครัวเรือนสูง ภาษีการค้าของสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียด ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงปัญหาชายแดนและการปิดด่านกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว
ประธานกรรมการหอการค้าไทย ย้ำทิ้งท้ายว่า ภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติ ต่างจับตามองการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด หากการเมืองยังไร้เสถียรภาพต่อไป ความเชื่อมั่นก็จะสั่นคลอนหนักขึ้น นักลงทุนจะลังเล การท่องเที่ยวจะชะลอตัว ทุกอย่างจะกระเทือนเป็นลูกโซ่ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือ ฝ่ายการเมืองจะต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศมี “ผู้นำ” ที่สามารถสานต่อการทำงานได้โดยเร็ว เพราะการฟื้นฟูประเทศไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว การเมืองต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จึงจะสร้างความมั่นใจให้กับสังคมและนักลงทุนได้ แต่จากนี้ ภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์มคณะรัฐมนตรีที่ดี ได้บุคลากรที่มีฝีมือและเป็นที่ยอมรับเข้าบริหารประเทศ.