ศาล รธน.ผ่าน พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน

(9:0 ไฟเขียวเงินเยียวยา 2 แสนล. – 7:2 ผ่านแผนพลังงาน รัฐบาลเดินหน้า ฝ่ายค้านลุยตรวจสอบ)
มติศาลรัฐธรรมนูญ 9 ต่อ 0 วินิจฉัย พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ปมวงเงิน 2 แสนล้านบาท เยียวยาผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง และมติ 7 ต่อ 2 ในวงเงินอีก 2 แสนล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ส่งผลให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าต่อมาตรการตาม พ.ร.ก. ขณะที่ฝ่ายค้านประกาศใช้กลไกรัฐสภาตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเข้มข้น
ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ตามคำร้องของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน 133 คน ที่ขอให้วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่?
ผลการวินิจฉัยปรากฏว่า ศาลมีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ว่า วงเงิน 200,000 ล้านบาทแรก ซึ่งรัฐบาลกำหนดไว้เพื่อเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง เป็นการใช้อำนาจที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขณะที่วงเงินอีก 200,000 ล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ศาลมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 ว่า ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน
คำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้รัฐบาลสามารถเดินหน้ามาตรการตามพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาทได้ต่อไป หลังต้องชะลอการดำเนินงานบางส่วนเพื่อรอความชัดเจนทางกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม มติ 7 ต่อ 2 ในส่วนของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย เนื่องจากสะท้อนให้เห็นว่า ยังมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางส่วนที่มีความเห็นแตกต่างเกี่ยวกับการตีความเงื่อนไข “ความจำเป็นเร่งด่วน” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ซึ่งเป็นประเด็นหลักของคดีนี้
ก่อนหน้านี้ พรรคฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เห็นว่า การกู้เงินในส่วนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ไม่เข้าองค์ประกอบของเหตุจำเป็นเร่งด่วน และหากศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ รัฐบาลควรแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง
ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ยืนยันก่อนศาลมีคำวินิจฉัยว่า พร้อมยอมรับและปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญทุกประการ พร้อมระบุว่า รัฐบาลได้ดำเนินการทุกอย่างตามกรอบกฎหมายและความจำเป็นในการรับมือสถานการณ์เศรษฐกิจ
สำหรับ พระราชกำหนดฉบับนี้ รัฐบาลให้เหตุผลว่า ประเทศกำลังเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว รวมถึงความจำเป็นในการเร่งลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างด้านพลังงาน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
แม้ ศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาทชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่คำวินิจฉัยครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการตรวจสอบทางการเมืองจะสิ้นสุดลง ตรงกันข้าม ประเด็นการเมืองได้เปลี่ยนจากการตรวจสอบ “ความชอบด้วยกฎหมาย” ไปสู่การตรวจสอบ “ประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และความโปร่งใส” ของการใช้เงินกู้
ฝ่ายค้านประกาศว่า จะใช้กลไกของรัฐสภาและคณะกรรมาธิการติดตามการดำเนินโครงการต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด
ขณะที่รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า เม็ดเงิน 400,000 ล้านบาท จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดผลกระทบจากวิกฤต และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้ตามเป้าหมายที่ประกาศไว้
เกมในศาลจบแล้ว…แต่เกมการเมืองเพิ่งเริ่มต้น
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ยุติข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่ไม่ได้ยุติข้อถกเถียงทางการเมือง หากเพียงเปลี่ยนสนามจากห้องพิจารณาของศาล กลับไปสู่เวทีรัฐสภาและการตรวจสอบของสังคม เพราะหลังจากนี้ สิ่งที่ประชาชนจะจับตาไม่ใช่เพียงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หากแต่เป็นความคุ้มค่า ความโปร่งใส และผลสัมฤทธิ์ของการใช้เงินกู้ทั้ง 4 แสนล้านบาท.
/////////////////






