ใครกำหนดความจน?

(เมื่อ ‘อัลกอริทึม + ฐานข้อมูลรัฐ’ = ‘ผู้พิพากษา’ สิทธิของคนไทย)

ปม “ผู้สูงอายุ” บางรายถูกตัดสิทธิบัตรคนจน เพียงเพราะถูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษี สิ่งนี้ ส่งผลรุนแรงกว่า “เกณฑ์คัดกรอง” ผู้มีรายได้น้อย เพราะมันได้ท้อนความท้าทายครั้งสำคัญของไทยในยุค “รัฐดิจิทัล?” เมื่อฐานข้อมูลและระบบคัดกรองของภาครัฐ เริ่มมีบทบาท “กำหนด” สิทธิและโอกาสของคนไทยมากขึ้น ทั้งที่ความจริงของชีวิต มันอาจ “ซับซ้อน” เกินกว่า “ตัวเลข” ในฐานข้อมูล…จะมองเห็นได้ทั้งหมด!!??

ข่าวการ “ต่ออายุ” บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ของรัฐบาล โดย กระทรวงการคลัง ในช่วง 2-3 ที่ผ่านมา ได้ “จุดกระแส” การวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลังมี “ผู้สูงอายุ” จำนวนหนึ่ง…ถูกตัดสิทธิ! เนื่องจากมีข้อมูลชี้ชัดว่า…ลูกนำชื่อไปใช้ “ลดหย่อนภาษี” ในฐานะผู้มีอุปการะเลี้ยงดู

แต่กับความเป็นจริง! พ่อแม่ผู้สูงวัยและได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) เหล่านั้น แทบไม่ได้รับการดูแลจากลูกๆ เหล่านั้นเลย

ในมุมของรัฐ การใช้ข้อมูลดังกล่าว อาจเป็นหนึ่งใน “เครื่องมือคัดกรอง” ผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณที่มีอยู่จำกัด และความจำเป็นในการส่งความช่วยเหลือไปยังผู้เดือดร้อนที่สุด!!??

แต่ ในมุมของประชาชน โดยเฉพาะ “ผู้สูงอายุ” จำนวนไม่น้อย กลับมองว่านี่คือ…ความไม่เป็นธรรม??? เพราะแม้จะมี ลูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษี แต่ในความเป็นจริง…พวกเขากลับไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูตามที่ระบบเข้าใจ!

กรณีนี้ จึงไม่ใช่เพียงข้อถกเถียงเรื่อง “บัตรคนจน” หากแต่เป็นคำถามตัวโตๆ ที่สำคัญต่อสังคมไทย ว่า…แท้จริงแล้ว

“ใครเป็นผู้กำหนดความจน???”

เมื่อข้อมูลกลายเป็นเครื่องมือบริหารประเทศ:

โลกยุคดิจิทัลทำให้ภาครัฐทั่วโลกหันมาใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ในการบริหารจัดการมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น…การจัดเก็บภาษี การให้สวัสดิการ การคัดกรองผู้มีสิทธิรับความช่วยเหลือ หรือแม้แต่การวางแผนนโยบายสาธารณะ ฯลฯ

ข้อดีของระบบดังกล่าว คือ…ความรวดเร็ว ความแม่นยำ และการลดปัญหาการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งช่วยให้การบริหารงบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ นั้น ยังคงเป็นเพียง “ภาพสะท้อน” ของความเป็นจริง มิใช่ความจริงทั้งหมด!!!

เมื่อระบบพบว่า…มีลูกที่ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ดังนั้น จึงสรุปว่า…พ่อแม่มีผู้ดูแลอยู่แล้ว แต่คำถามสำคัญก็คือ… ข้อมูลดังกล่าวสามารถยืนยันได้จริงหรือไม่? ว่า…มันมีการดูแลกันในชีวิตประจำวันจริงๆ!!!

ความจริงในระบบ กับความจริงในชีวิต:

กรณีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กำลังสะท้อนช่องว่างระหว่าง “ความจริงในฐานข้อมูล” กับ “ความจริงในชีวิต”

ในมุมของรัฐ การใช้ ข้อมูลจากกรมสรรพากร เป็น หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ตรวจสอบได้ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันการรั่วไหลของงบประมาณ แต่ ในมุมของผู้ได้รับผลกระทบ หลายคนยืนยันว่า…ตนไม่ได้รับการช่วยเหลือจากบุตรหลานจริง!

บางรายไม่ทราบด้วยซ้ำว่า…ชื่อของตนถูกนำไปใช้ลดหย่อนภาษี

คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า…ใครพูดถูกหรือผิด! แต่อยู่ที่ว่า…ระบบสามารถสะท้อนความเป็นจริงของสังคมได้ครบถ้วนเพียงใด?

เพราะหากข้อมูลเพียงชุดเดียว สามารถเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้มีสิทธิ” ให้กลายเป็น “ผู้หมดสิทธิ” ได้ทันที! แล้ว นั่นย่อมหมายความว่า…ข้อมูลดังกล่าวกำลังย่อมจะมีอำนาจต่อชีวิตของประชาชนอย่างยิ่ง!!??

ลูกมี ไม่ได้แปลว่ามีคนดูแล:

อีกประเด็นหนึ่งที่ สังคมไทยควรตระหนัก นั่นก็คือ…การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัวไทยในยุคสังคมสูงวัย

ในอดีต สังคมไทย เชื่อว่า…ครอบครัว คือ ระบบสวัสดิการตามธรรมชาติ พ่อแม่เลี้ยงดูลูก เมื่อลูกเติบโตขึ้นก็จะกลับมาดูแลพ่อแม่

แต่ความเป็นจริงในปัจจุบันนั้น ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไป???

ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ภาระหนี้ครัวเรือน การแข่งขันทางเศรษฐกิจ และโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ลูกหลานจำนวนไม่น้อยต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของตนเอง

การมีลูกจึงไม่ได้หมายความว่า…พ่อแม่ทุกคนจะต้องมี “หลักประกัน” ทางชีวิตเสมอไปอีกแล้ว

หากนโยบายสาธารณะ ยังคบยึดติดอยู่กับสมมติฐานเดิม สิ่งนี้…ก็อาจทำให้ “ผู้สูงอายุ” จำนวนหนึ่ง จำต้อง “หลุด” ออกจากระบบความคุ้มครองของรัฐโดยไม่ตั้งใจ!!!

งบประมาณจำกัด กับโจทย์สวัสดิการแห่งอนาคต:

ในอีกด้านหนึ่ง รัฐเองก็เผชิญโจทย์ที่ไม่ง่ายเช่นกัน? นั่นเพราะ…ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” ขณะที่ ภาระงบประมาณด้านสวัสดิการ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ภายใต้ “ข้อจำกัด” ด้านการคลัง รัฐจึงจำเป็นต้อง “คัดกรอง” ผู้ได้รับสิทธิให้แม่นยำที่สุด! เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่เดือดร้อนจริง

“วันนี้ มีข้อเรียกร้อง​ว่า…อาจเป็นคนที่ไม่ได้เดือดร้อนจริง แต่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ดังนั้นต้องดูทุกกระบวนการ ซึ่งมีหลักเกณฑ์หลายอย่าง​ที่ต้องคำนึงถึงคนที่ไม่ได้เดือดร้อนจริง โดยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องเป็นคนที่เดือดร้อนที่สุด ถึงจะเป็นผู้ที่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และหลักเกณฑ์ต่าง ๆ กระทรวงการคลังก็แถลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” นายเอกนิติ นิติ​ทัณฑ์​ประภาศ​ รองนายก​รัฐมนตรี ​และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์เอาไว้เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา

ฟังจากคำให้สัมภาษณ์ข้างต้น ดังนั้น ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การใช้ข้อมูล แต่คือ…การออกแบบระบบให้ข้อมูลทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือช่วยตัดสินใจ” ไม่ใช่ “ผู้พิพากษาเพียงผู้เดียว”

นั่นเพราะ…เมื่อข้อมูลมีข้อจำกัด ระบบก็จำเป็นต้อง “เปิดพื้นที่” ให้ข้อเท็จจริงในชีวิตสามารถได้รับการรับฟังเช่นกัน

แม้ล่าสุด “โฆษกกระทรวงการคลัง” นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะออกมายืนยันเพื่อแก้ปัญหาข้างต้น เมื่อวานนี้ (4 มิ.ย.2569) ในทำนอง…

“ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ถูกตัดสิทธิ์สามารถยื่นอุทธรณ์ขอคืนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ ถ้าหากมีความเดือดร้อนจริง!” แล้วก็ตาม…

กระนั้น สังคมไทยก็ยังคงคาใจกับ “กระดุมเม็ดแรก” ที่หน่วยงานรัฐติดผิดตั้งแต่ต้นไปแล้ว

ถึงเวลาทบทวนความหมายของคำว่า ‘จน’:

บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้ อาจไม่ใช่เรื่องการได้หรือไม่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ? แต่คือ…การตั้งคำถามต่อวิธีคิดของสังคมไทยในการนิยามคำว่า “ความจน”

ความจนในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้ “วัด” จากรายได้เพียงอย่างเดียว! แต่เกี่ยวข้องกับ…โอกาส คุณภาพชีวิต ความมั่นคงทางสังคม และความสามารถในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

การมีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลใดฐานข้อมูลหนึ่ง อาจบอกข้อมูลบางส่วนของชีวิต แต่ไม่สามารถอธิบายชีวิตทั้งหมดของมนุษย์ได้

ท้ายที่สุดแล้ว “รัฐดิจิทัล” คือ…อนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้??? แต่ทุกครั้งที่ข้อมูลถูกนำมาใช้ “กำหนดสิทธิ” ของประชาชน รัฐจำเป็นต้องตระหนักอย่างหนักแน่น ว่า…

“ข้อมูล” เป็นเพียงเครื่องมือ มิใช่ความจริงทั้งหมด!!!

เพราะหากวันหนึ่ง เมื่อ “อัลกอริทึม” และ “ฐานข้อมูลของรัฐ” กลายเป็น “ผู้พิพากษาสิทธิ” ของผู้คนโดยปราศจากพื้นที่สำหรับข้อเท็จจริงในชีวิตแล้ว

ความแม่นยำของเทคโนโลยีที่ว่านี้ ก็อาจต้องแลกมาด้วยความ “คลาดเคลื่อน” ของความเป็นธรรม!

และนั่น…อาจเป็นต้นทุนที่สังคมไทยต้องจ่ายสูงกว่าที่คิด ก็เป็นได้!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password