เขมรถ่ายสดบอลโลก 2026 – แต่ไทยยังวัดใจ ‘รัฐบาลอนุทิน’

วัดใจ! “นายกฯอนุทิน” ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 แม้เจ้าตัวยืนยันหนักแน่น! “คนไทยต้องได้ดู!” แต่ยามนี้ ไทยยังมิอาจ “ปิดดีล” ลิขสิทธิ์ฯ ต่างชาติหลายประเทศอาเซียน โดยเฉพาะกัมพูชา ที่เดินหน้าซื้อลิขสิทธิ์ฯไปก่อนแล้ว กับคำถามตัวโตๆ ฟุตบอลโลกครั้งนี้ อาจกำลัง “ทดสอบ” บทบาททางการเมือง เศรษฐกิจ และศักดิ์ศรีของ “รัฐบาลไทย” หรืออย่างไร?

“คนไทยต้องได้ดูถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 แน่นอน ทุกรัฐบาลทำให้คนไทยได้ดูบอลโลก และรัฐบาลชุดนี้ จะมีข้อยกเว้นได้หรือ? ส่วนวิธีการจะอย่างไรเดี๋ยวค่อยมาว่ากัน…”

แม้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย จะยืนยันดังประโยคข้างต้น ทว่าโลกในความเป็นจริง! ประเทศไทย…ยังไม่ได้ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก

ปีนี้…พิเศษตรงที่มี 3 ชาติ “สหรัฐฯ – แคนนาดา – แม็กซิโก” ร่วมเป็นเจ้าของจัดแข่งขัน ระหว่างวันที่ 11 มิ.ย. – 19 ก.ค.2569 รวม 39 วัน กับ “ทีมฟุตบอลชาย” ในรอบสุดท้าย…มากสุด! ในประวัติศาสตร์ 48 ทีม แข่งขันใน 16 เมืองของ 3 ชาติ รวม 104 แมทช์

ลำพัง…คนไทยที่ยังไม่ได้รับการ “การันตี” ว่า…จะได้ดูบอลถ่ายทอดสดฟรี! แต่กับข่าวที่…คนกัมพูชาจะได้ดูการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก รวมกับ เพื่อนบ้านอาเซียนอีก 6 ชาติ รวมเป็น 7 ชาติ โดยเฉพาะ เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ฯลฯ

แค่นี้…คนกัมพูชา ก็ “อำขาด!” ชนิดเกทับคนไทย จนแทบไร้ที่ยืนในเวทีฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายกันแล้ว!!??

ใครไม่อาย?…แต่ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” อาย! และอายแทน “รัฐบาลอนุทิน”

โถ! อุตส่าห์มีไซส์เศรษฐกิจ ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจาก…อินโดนีเซีย แต่กลับสู่ประเทศเล็กๆ อย่าง…กัมพูชา ก็ไม่ได้!!!

แม้ไทยจะยังอยู่ในสถานะ “รอความชัดเจน” กระนั้น สถานการณ์นี้ ก็อาจให้…ฟุตบอลโลก 2026 หาได้เป็นเพียงเรื่องกีฬาอีกต่อไป? นั่นเพราะมัน…กำลังกลายจะเป็น “เดิมพันเชิงนโยบาย” ของ “รัฐบาลอนุทิน” อย่างมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้???

หากไทยไม่อาจจัดการเรื่องลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดได้สำเร็จ ผลกระทบจะไม่ได้อยู่แค่เรื่องความผิดหวังของแฟนบอล แต่จะลามไปถึง “ภาพลักษณ์” ของรัฐบาลและศักยภาพการบริหารประเทศ!!!

ภาพเปรียบเทียบในสังคมไทย ที่ว่า…“ขนาดกัมพูชายังถ่ายทอดสดได้” จะเกิดขึ้นตามมาในทันที!

พร้อมกับ คำถามตัวโตๆ นั่นคือ…เหตุใด? ไทยที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าหลายประเทศในอาเซียน จึงยังไม่สามารถ “ปิดดีล” ได้ ทั้งที่…ฟุตบอลโลก ถือเป็น “มหกรรมกีฬา” ที่คนไทยติดตามต่อเนื่องมานานหลายสิบปี

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ในปี 2569 แตกต่างจากอดีต นั่นก็คือ…การที่ฟุตบอลโลกถูกถอดออกจากกฎ “Must Have” ของ กสทช. ส่งผลให้ไม่มีข้อบังคับว่า “ต้องถ่ายทอด” ผ่านฟรีทีวี เหมือนที่ผ่านมา ทำให้กลไกตลาดและต้นทุนเชิงพาณิชย์เข้ามามีบทบาทเต็มรูปแบบ

เมื่อ “ไม่มีแรงจูงใจ” จากระบบ “ฟรีทีวี” เหมือนเดิม ภาคเอกชนจึงลังเลที่จะลงทุน “แบกรับ” ค่าลิขสิทธิ์มหาศาลเพียงลำพัง ขณะที่ ราคาลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ถูกประเมินว่า…อาจพุ่งสูงถึง 1,500-2,000 ล้านบาท สูงกว่าหลายครั้งที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่สนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าผลักดันการถ่ายทอดสด มองว่า…ฟุตบอลโลกไม่ใช่เพียง “ค่าใช้จ่าย” แต่เป็น “เครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ” โดยมีการประเมินว่า…อาจสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบได้ถึงประมาณ 18,000 ล้านบาท ผ่านการบริโภคสินค้า ร้านอาหาร ธุรกิจสื่อ เครื่องใช้ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต รวมถึงกิจกรรมเศรษฐกิจกลางคืน

หากใช้ตัวเลขดังกล่าวเป็นฐานวิเคราะห์ ในทางทฤษฎี “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” ( VAT 7%) อาจสร้างรายได้ให้รัฐสูงสุดกว่า 1,200 ล้านบาท

แต่ในทางปฏิบัติ ตัวเลขจริงอาจต่ำกว่านั้น เพราะไม่ใช่…ทุกกิจกรรมทางธุรกิจจะเข้าสู่ระบบภาษีเต็มรูปแบบ ก็ตามที

กระนั้น รัฐบาลก็ยังจะมีรายได้อื่นๆ โดยเฉพาะจาก…ภาษีเงินได้นิติบุคคล รายได้จากโฆษณา และภาษีทางอ้อมอื่นๆ ที่อาจเพิ่มขึ้นจากบรรยากาศการบริโภคช่วงฟุตบอลโลก

อาจทำให้ “รัฐบาลอนุทิน” ใช้เป็นเหตุผลเชิงเศรษฐกิจ ประกอบการตัดสินใจได้ระดับหนึ่ง

แต่ในอีกด้าน ฝ่ายค้านและนักวิชาการ อีกจำนวนไม่น้อย ที่ยังคงตั้งคำถามเรื่อง “ความคุ้มค่า” โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง และหลายภาคส่วนยังต้องการงบประมาณฟื้นฟูเศรษฐกิจ

คำถามสำคัญที่ นายกฯอนุทิน ต้องตอบให้คลายข้อสงสัย นั่นคือ…“เพื่อไม่ให้เกิดแรงต้านทางการเมืองในระยะยาว รัฐบาลควรใช้เงินอย่างไร???”

หนึ่งใน “ทางออก” ที่ถูกพูดถึงมากขึ้น คือ โมเดล “รัฐประสาน-เอกชนลงขัน” โดยให้…ภาครัฐทำหน้าที่เจรจาและอำนวยความสะดวก ขณะที่ ภาคเอกชนรายใหญ่เข้ามาร่วมสนับสนุนงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็น…

กลุ่มโทรคมนาคม ค้าปลีก แพลตฟอร์มดิจิทัล หรือธุรกิจเครื่องดื่ม

โดยเฉพาะ กลุ่มทุนเครื่องดื่ม ซึ่งถูกมองว่า…มีศักยภาพสูงในการสนับสนุนเม็ดเงิน แต่ติดข้อจำกัดด้านกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้การสนับสนุน อาจต้องอยู่ในรูปแบบ “แบรนด์สินค้าอื่นในเครือ” เช่น น้ำดื่ม โซดา หรือเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพื่อลดแรงเสียดทานทางสังคมและหลีกเลี่ยงปัญหากฎหมาย

อีกแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การใช้โมเดล “Tourism Activation” หรือ การเชื่อมฟุตบอลโลกเข้ากับเศรษฐกิจท่องเที่ยวและกิจกรรมกลางคืน เช่น…

การจัด Fan Zone ในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ การส่งเสริมกิจกรรมเชิงท่องเที่ยวช่วงการแข่งขัน และการกระตุ้นเศรษฐกิจกลางคืนในพื้นที่เศรษฐกิจหลัก

แนวทางดังกล่าว อาจช่วยให้ “รัฐบาลอนุทิน” สามารถอธิบายต่อสังคมไทย ได้ว่า…ฟุตบอลโลกไม่ใช่เพียง “ความบันเทิง” แต่เป็นส่วนหนึ่งของการ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว” ในช่วงเวลาที่กำลังซื้อภายในประเทศ…ยังต้องการแรงกระตุ้น!!??

สุดท้าย! ฟุตบอลโลก 2026 อาจกลายเป็นมากกว่า…การแข่งขันกีฬา แต่มันคือ…บทพิสูจน์สำคัญในท้วงทำนอง…“รัฐบาลไทย” จะสามารถสร้างสมดุลระหว่าง…ความสุขของประชาชน วินัยการคลัง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และแรงกดดันทางการเมืองได้แค่ไหน? หรือไม่? และอย่างไร?

เพราะหาก “รัฐบาลอนุทิน” ทำสำเร็จ! นี่อาจกลายเป็น “นโยบายสร้างบรรยากาศเศรษฐกิจ” ที่ได้รับ…คะแนนนิยมสูงในเวลาอันสั้น พ่วงไปด้วย…

แต่หากล้มเหลว??? ภาพจำที่จะมีตามมา ก็อาจ “รุนแรง” ไม่น้อยหน้ากับความสำเร็จข้างต้นเช่นกัน!!??

โดยเฉพาะในวันที่ คนไทยจำนวนมาก เริ่มตั้งคำถาม ที่ว่า…เหตุใด? ประเทศไทยจึงยังไม่สามารถทำในสิ่งที่แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง…กัมพูชายังทำได้

มันจะได้อับอาย…ขายขี้หน้ากันทั้งแผ่นดิน!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password