แก้ปลายเหตุ!!??

(เศรษฐกิจไทยไม่ได้พังเพราะสงคราม แต่สะดุดเพราะนโยบายที่รัฐไม่กล้าตัดสินใจ!)

เศรษฐกิจไทยเสี่ยง “ชะลอ…แต่ของแพง” ท่ามกลางแรงกดดันพลังงานโลก ทว่าโจทย์ใหญ่กลับไม่ใช่ไฟสงคราม แต่เป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน หลังสังคมไทยยังคงแค่เห็นมาตรการยังวนอยู่ที่ปลายเหตุ อนาคตเศรษฐกิจไทยจึงน่ากังวลยิ่งนัก
ท่ามกลางเปลวไฟของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้นถูกใช้เป็น “คำอธิบายสำเร็จรูป” สำหรับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวลงของไทย
แต่หากมองให้ลึกลงไป จะพบว่า…สงครามอาจเป็นเพียง “ตัวเร่ง?” ไม่ใช่ “ต้นเหตุ!”
เพราะสิ่งที่กำลัง “ฉุดรั้ง” เศรษฐกิจไทย อยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่แค่…แรงกระแทกจากภายนอก แต่คือ “ข้อจำกัดจากภายใน” ที่เกิดจากการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ลังเลและไม่กล้าพอ???
ตัวเลขล่าสุด จาก ตัวแทนภาคเอกชน อย่าง…คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ที่ได้สะท้อนภาพชัดเจน GDP ไทยปี 2569 ทำนอง…ต้องถูกปรับลดลงเหลือเพียง 1.2–1.6% ขณะที่ เงินเฟ้อกลับเร่งตัวขึ้นแตะระดับ 2.0–3.0%
ภาวะเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในตำราเศรษฐศาสตร์ มันเรียกว่า “Stagflation” หมายถึง…เศรษฐกิจชะลอ แต่ค่าครองชีพสูงขึ้น!
คำถามคือ…แล้วประเทศไทยของเรากำลังรับมือกับมันอย่างไร???
คำตอบที่ปรากฏ คือ รัฐบาลกำลัง “แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ” อย่างต่อเนื่อง!!??
โครงการลดราคาสินค้า “ไทยช่วยไทย” การอุดหนุนวัตถุดิบให้ร้านข้าวแกง การขยายธงฟ้า หรือแม้แต่การตรึงราคาพลังงานผ่านกองทุนน้ำมัน ล้วนเป็นมาตรการที่ช่วย “บรรเทา” แต่ไม่สามารถ “เปลี่ยนทิศทาง” ของเศรษฐกิจได้
เพราะต้นตอของปัญหาในรอบนี้ อยู่ที่ “ต้นทุน” ไม่ใช่ “ราคา”
เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และค่าไฟฟ้าก็ปรับตัวขึ้นตามเป็นลูกโซ่ สิ่งที่ควรทำในเชิงโครงสร้าง คือ การลดแรงกดดันด้านต้นทุน เช่น การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานให้มีการแข่งขันมากขึ้น
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับเป็นอีกทางหนึ่ง
แทนที่จะลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน แต่ “รัฐบาลอนุทิน” กลับเลือกเพิ่มวงเงินกองทุนน้ำมันมากกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อประคองราคาในระยะสั้น ซึ่งในทางปฏิบัติ มันก็ไม่ต่างจากการ “ยืดเวลา” ปัญหาออกไป เพราะสุดท้ายภาระก็จะย้อนกลับมาที่ประชาชนผ่านราคาพลังงานในอนาคต
นี่คือ...การตัดสินใจที่สะท้อน “ความไม่กล้า” มากกว่าความไม่รู้!!??
ยิ่งไปกว่านั้น มาตรการที่ออกมาในภาพรวม ยังคงเน้นการกระตุ้นฝั่งอุปสงค์ (Demand-side) ขณะที่ แรงกดดันหลักอยู่ที่ฝั่งต้นทุน (Cost-side)
ความไม่สอดคล้องนี้ ทำให้…การแก้ปัญหาไม่ตรงจุด และเสี่ยงต่อการสิ้นเปลืองทรัพยากรทางการคลังโดยไม่เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
ในอีกด้านหนึ่ง ภาคเอกชนกำลังส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น…ข้อเสนอให้ใช้มาตรการช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่ม การลดต้นทุนโลจิสติกส์ หรือแม้แต่การเร่งปฏิรูปโครงสร้างพลังงานและค่าไฟฟ้า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า…ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การ “ขาดมาตรการ” แต่คือ…การ “เลือกมาตรการผิดประเภท”
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับกับดัก 3 ชั้นพร้อมกัน ประกอบด้วย…การพึ่งพาพลังงานนำเข้า โครงสร้างเศรษฐกิจที่เปราะบาง และนโยบายการคลังที่ไม่กล้าตัดสินใจเชิงรุก
เมื่อปัจจัยทั้ง 3 มาบรรจบกัน การชะลอตัวทางเศรษฐกิจจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ!!!
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่า นั่นก็คือ…หากยังคงเดินในทิศทางเดิม เศรษฐกิจไทยอาจไม่ได้แค่ “สะดุด” แต่มีโอกาส “ทรุด” ลงอย่างช้า ๆ โดยที่ไม่ทันตั้งตัว???
เพราะในโลกที่ความผันผวนกลายเป็นเรื่องปกติ ประเทศที่อยู่รอดไม่ใช่ประเทศที่ “ประคองตัวเก่ง” แต่คือประเทศที่ “ตัดสินใจได้เร็ว และแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ”
อย่างไรก็ตาม ทางออกของสถานการณ์นี้ ไม่ได้อยู่ที่การออกมาตรการใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่คือการ “เปลี่ยนวิธีคิดเชิงนโยบาย” จากการประคองปลายเหตุ ไปสู่การแก้ที่ต้นตอของต้นทุนอย่างจริงจัง
เพราะตราบใดที่ รัฐบาลไทย ยังคงจะ “ทุ่มทรัพยากร” ไปกับการกดราคาสินค้าและค่าครองชีพในระยะสั้น โดยไม่แตะโครงสร้างต้นทุนพลังงาน ขนส่ง และไฟฟ้า ปัญหาก็จะถูกเลื่อนออกไปข้างหน้า พร้อมภาระที่หนักขึ้นในอนาคต???
สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องตัดสินใจ ไม่ใช่การ “จะช่วยหรือไม่ช่วย” แต่คือ “จะช่วยอย่างไรให้ตรงจุด”
การลดภาษีพลังงานแบบมีกรอบชัดเจน การช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่มที่มุ่งไปยัง SMEs และครัวเรือนเปราะบาง ตลอดจนการเร่งปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟและระบบพลังงานให้สะท้อนต้นทุนจริง
เหล่านี้…ล้วนเป็นมาตรการที่อาจเจ็บในระยะสั้น แต่สร้างเสถียรภาพในระยะยาว และที่สำคัญ คือช่วยให้เศรษฐกิจไทยไม่ต้องวิ่งไล่แก้ปัญหาซ้ำเดิมทุกครั้งที่โลกผันผวน
ในโลกที่ความไม่แน่นอน! กลายเป็น…เรื่องปกติ รัฐบาลอาจไม่จำเป็นต้องแก้ทุกปัญหาพร้อมกัน แต่จำเป็นต้องเลือกให้ถูกว่าอะไรคือ “ต้นเหตุ”
เพราะหากยังคงใช้ทรัพยากรไปกับการประคองอาการที่ปลายทาง โดยไม่แตะโครงสร้างต้นน้ำ เศรษฐกิจไทยก็อาจไม่ได้ล้มเพราะแรงกระแทกจากภายนอก หากแต่ค่อย ๆ ทรุดลงจากการตัดสินใจที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยภายใน
สุดท้ายแล้ว สงครามอาจจบลงได้ในวันหนึ่ง แต่คำถามสำคัญ จะกลายเป็นว่า…เมื่อถึงวันนั้น เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวขึ้น หรือยังคงติดอยู่กับผลลัพธ์ของการตัดสินใจที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย!!??.






