สวนทางวินัยการคลัง???

(แผนกู้เงิน – ตรึงดีเซล 30 บาท บนโจทย์ ‘วินัยการคลัง’ ท่ามกลางข้อเสนอเอกชน ‘เว้นภาษีนำเข้า!’)

มาตรการตรึงราคาดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ กำลังเปิดคำถามใหม่ต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐ เมื่อการอุดหนุนพลังงาน แนวคิดการกู้เงิน และข้อเสนอเอกชนให้เว้นภาษีนำเข้าเริ่มเดินไปพร้อมกัน ท่ามกลางโจทย์สำคัญเรื่องการรักษาวินัยการคลังของประเทศ
การตรึงราคาน้ำมันดีเซลใกล้ระดับ 30 บาทต่อลิตร อาจช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพในวันนี้ แต่เบื้องหลังตัวเลขหน้าปั๊มน้ำมันกำลังสะท้อนโจทย์ใหญ่ของนโยบายเศรษฐกิจไทย เมื่อมาตรการอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมัน แนวคิดการกู้เงิน และข้อเสนอให้ลดภาษีนำเข้า
ทั้งหมดนี้ ได้ถูกขมวดปมเข้าหากัน ภายใต้คำถามที่ว่า…ประเทศไทยกำลังเดินอยู่บนเส้นบางระหว่างการพยุงเศรษฐกิจกับการรักษาวินัยการคลังหรือไม่? อย่างไร?
ท่ามกลงสถานการณ์ราคาพลังงานที่ผันผวนในช่วงนี้ กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจภาครัฐ เมื่อรัฐบาลต้องเผชิญแรงกดดัน 2 ด้านพร้อมกัน
ด้านหนึ่ง คือ…ความจำเป็นในการดูแลค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนของภาคธุรกิจ
แต่อีกด้านหนึ่ง…ได้กลายเป็นข้อจำกัดด้านวินัยการคลังและความยั่งยืนทางการเงินของประเทศ
กรณีล่าสุด! กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มการอุดหนุนราคาดีเซลเป็น 20.36 บาทต่อลิตร เพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกไว้ที่ประมาณ 29.94 บาทต่อลิตร ถือเป็น…ระดับการอุดหนุนที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา!!!
การตัดสินใจดังกล่าว สะท้อนความพยายามของรัฐในการลดแรงกระแทกจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน
ในมุมของประชาชน มาตรการตรึงราคาน้ำมันช่วยบรรเทาค่าครองชีพได้ในระยะสั้น เพราะ น้ำมันดีเซลเป็นต้นทุนสำคัญของระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น…การขนส่งสินค้า ภาคเกษตรกรรม หรือกิจกรรมทางธุรกิจอื่น ๆ
ราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยสามารถส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น การพยุงราคาไว้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมแรงกดดันเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวก็ทำให้เกิดคำถามตามมาเกี่ยวกับภาระทางการคลังในระยะยาว!!??
นั่นเพราะ…การอุดหนุนราคาพลังงานผ่านกองทุนน้ำมันจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก ขณะที่สถานะของกองทุนเองก็มีข้อจำกัด
ทั้งนี้มีรายงานว่า…บัญชีบางส่วนยังอยู่ในภาวะติดลบ เมื่อการอุดหนุนเพิ่มขึ้น ภาระดังกล่าวย่อมสะสมมากขึ้นตามไปด้วย
ในห้วงเวลาเดียวกัน ได้เกิดกระแสข่าวเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อเสริมสภาพคล่องของกองทุนน้ำมัน หากสถานการณ์ราคาพลังงานโลกยังคงตึงตัวต่อเนื่อง
แนวคิดนี้ จึงกลายเป็นประเด็นที่ ถูกตั้งคำถามทันที! ว่า…จะสอดคล้องกับหลักการรักษาวินัยการคลังหรือไม่? อย่างไร?
โดยเฉพาะในช่วงที่ รัฐบาลยังอยู่ในสถานะรักษาการ และการตัดสินใจเชิงนโยบายขนาดใหญ่จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ต่อประเด็นดังกล่าว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุก่อนหน้านี้ว่า…รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์พลังงานโลกอย่างใกล้ชิด
พร้อมยืนยันว่า…ประเทศไทยยังมีปริมาณสำรองน้ำมันเพียงพอสำหรับการใช้งานในช่วงเวลาหนึ่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังประเมินมาตรการต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวม
คำกล่าวดังกล่าวยังเป็นความพยายามของฝ่ายบริหารในการสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ แม้ว่าสถานการณ์ราคาพลังงานโลกจะยังมีความผันผวนสูง!!!
ขณะที่ “ทีมเศรษฐกิจ” ของรัฐบาล โดยเฉพาะ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เคยกล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า… แม้จะมีแนวคิดเกี่ยวกับการเสริมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมัน แต่การดำเนินมาตรการทางการเงินขนาดใหญ่จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
โดยเฉพาะในช่วงที่ รัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ ซึ่งการตัดสินใจเกี่ยวกับการก่อหนี้หรือการออกกฎหมายพิเศษควรอยู่ภายใต้การพิจารณาของรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม
ท่าทีดังกล่าวสะท้อนความระมัดระวังของกระทรวงการคลัง ที่ยังคงย้ำ “หลักการ…รักษาวินัยการคลัง” แม้จะต้องเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ก็ตามที
ในอีกด้านหนึ่ง ผลกระทบจากราคาพลังงานไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังส่งผลต่อภาคธุรกิจและการส่งออก ซึ่งเป็น “เครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย”
โดยผู้แทนภาคธุรกิจ อย่าง…นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า…ผู้ประกอบการกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาผ่อนปรนภาษีนำเข้าวัตถุดิบบางประเภทชั่วคราว รวมถึงช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของการส่งออก
ข้อเสนอจากภาคเอกชนดังกล่าว สะท้อนความกังวลของภาคการผลิตที่ต้องรับภาระต้นทุนพลังงานโดยตรง โดยเฉพาะใน กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการใช้วัตถุดิบจากปิโตรเคมีหรือพลาสติกในสัดส่วนสูง ซึ่งต้นทุนดังกล่าวมีผลต่อราคาสินค้าในตลาดโลก
ขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านเศรษฐกิจของรัฐ ก็ออกมายอมรับว่า…ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนของระบบเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ย้ำว่า…รัฐกำลังติดตามผลกระทบต่อราคาสินค้าและต้นทุนธุรกิจอย่างใกล้ชิด พร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนเพื่อนำไปประกอบการพิจารณามาตรการที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในภาพรวม และมาตรการที่กำลังถูกพูดถึงในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น…การอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมัน การพิจารณากู้เงินเพิ่มเติม หรือข้อเสนอให้ลดภาษีนำเข้า
ทั้งหมด จึงล้วนเป็น “เครื่องมือ” ที่มีผลต่อ…ฐานะการคลังของรัฐทั้งสิ้น!!!
หาก “รัฐบาลอนุทิน” ดำเนินการพร้อมกัน ก็อาจสร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว???
หลักการวินัยการคลังโดยทั่วไป มุ่งเน้น การรักษาสมดุลระหว่าง…รายได้และรายจ่ายของรัฐ การจำกัดการก่อหนี้สาธารณะ และการหลีกเลี่ยงนโยบายที่สร้างภาระระยะยาวเกินความจำเป็น
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเผชิญแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก เช่น ราคาพลังงานโลกหรือความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ รัฐบาลหลายประเทศ ก็จำเป็นต้องใช้ มาตรการพยุงราคาพลังงานหรือสนับสนุนภาคเศรษฐกิจบางส่วนเป็นการชั่วคราว
คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า…ภาครัฐควรจะอุดหนุนพลังงานหรือไม่? แต่อยู่ที่ระดับและระยะเวลาของการดำเนินมาตรการดังกล่าว หากมาตรการช่วยเหลือถูกใช้ในช่วงวิกฤตระยะสั้นเพื่อบรรเทาผลกระทบ ก็อาจถือเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม
แต่หากการอุดหนุนถูกใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่มีแผนปรับโครงสร้าง ก็อาจสร้างภาระทางการคลังที่สะสมเพิ่มขึ้น!!??
ในเชิงยุทธศาสตร์ นโยบายพลังงานของรัฐจึงต้องหาจุดสมดุลระหว่างสามปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การดูแลค่าครองชีพของประชาชน การรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และการรักษาเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ
การตัดสินใจในแต่ละครั้ง จึงไม่ใช่เพียงการกำหนดราคาน้ำมันในระยะสั้น แต่ยังสะท้อนแนวทางการบริหารเศรษฐกิจในภาพรวม
ประเด็นเรื่องราคาน้ำมัน จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลขหน้าปั๊มเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับ…คำถามเชิงนโยบายที่สำคัญ ว่า…
ประเทศไทยควรบริหารจัดการความผันผวนของตลาดพลังงานอย่างไร โดยไม่สร้างภาระทางการคลังในระยะยาว???
การพยุงราคาพลังงานอาจเป็นสิ่งจำเป็นในบางช่วงเวลา แต่การรักษาวินัยการคลังก็ยังคงเป็นหลักการสำคัญที่ต้องคำนึงถึงควบคู่กันไป
ท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า…รัฐบาลจะตรึงราคาน้ำมันไว้ได้นานเพียงใด? แต่คือประเทศไทยจะสามารถรักษาสมดุลระหว่างการดูแลเศรษฐกิจในวันนี้ กับภาระการคลังในวันข้างหน้าได้อย่างไร??? มากกว่า!!!.






