ไทยพร้อมปิดดีล ART ทันที หากสหรัฐฯ เปิดเจรจา ย้ำไม่ถอย 3 ประเด็นคุ้มครองผลประโยชน์ชาติ

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันทีมไทยแลนด์มีความพร้อมเปิดเจรจาระดับเทคนิคเพื่อปิดดีลความตกลง ART กับสหรัฐฯ ทันที หาก USTR กำหนดวันหารือ พร้อมเชื่อว่าการเจรจาสามารถสรุปได้ภายใน 1 สัปดาห์ โดยย้ำจะไม่ก้าวข้าม 3 ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของเกษตรกร ประชาชน และผู้ประกอบการไทย เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ภายหลังสหรัฐอเมริกาประกาศใช้มาตรการภาษีตามมาตรา 301 ในประเด็นการบังคับใช้กฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานภาคบังคับ โดยจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทยในอัตรา 12.5% ควบคู่กับอัตราภาษีศุลกากรปกติ (MFN) รัฐบาลจึงเร่งเดินหน้าการเจรจาความตกลง Agreements on Reciprocal Tariff (ART) กับสหรัฐฯ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย และลดผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว

นางศุภจีกล่าวว่า ขณะนี้ฝ่ายไทยมีความพร้อมสำหรับการเจรจาระดับเทคนิคแล้ว และรอเพียงสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) กำหนดวันเปิดการหารือ โดยเชื่อว่าหากการเจรจาเริ่มต้น จะสามารถสรุปผลได้ภายในประมาณ 1 สัปดาห์ เนื่องจากทีมไทยแลนด์ได้เตรียมข้อมูลและจุดยืนในการเจรจาไว้ครบถ้วนแล้ว
“เราทำการบ้านกันหมดแล้ว ถ้า USTR เปิดการเจรจาระดับเทคนิคเมื่อใด เชื่อว่าการหารือจะจบได้ภายในประมาณ 1 สัปดาห์” นางศุภจีกล่าว

นางศุภจียืนยันว่า แม้การเจรจาระดับเทคนิคจะเป็นการหารือในรายละเอียด แต่ทีมไทยแลนด์มี 3 ประเด็น ที่ยึดถือเป็นจุดยืนและไม่สามารถก้าวข้ามได้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกร ประชาชน และการรักษาสิทธิของผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของประเทศโดยรวม
นางศุภจี กล่าวว่า เป้าหมายของการเจรจาไม่ใช่การทำให้ไทยได้รับอัตราภาษีต่ำที่สุด แต่ต้องทำให้อัตราภาษีที่สหรัฐฯ จัดเก็บจากสินค้าไทยไม่แตกต่างจากประเทศคู่แข่งมากจนเกินไป พร้อมผลักดันให้มีรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นเพิ่มขึ้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

“สิ่งที่เราดูไม่ใช่แค่ตัวเลขภาษี แต่ต้องดูว่า ประเทศคู่แข่งได้รับอัตราเท่าใด เราต้องทำให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ ขณะเดียวกัน เราจะไม่ก้าวข้าม 3 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของเกษตรกร ประชาชน และสิทธิของผู้ประกอบการ เพราะเป็นผลประโยชน์ของประเทศที่ต้องรักษาไว้” นางศุภจีกล่าว
สำหรับการดำเนินงานของทีมไทยแลนด์ รัฐบาลได้กำหนดแนวทางดำเนินการ 4 ด้าน เพื่อสนับสนุนการเจรจากับสหรัฐฯ และรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ดังนี้

– เร่งผลักดันกฎหมาย Human Rights Due Diligence (HRDD) เพื่อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานภาคบังคับ และยกระดับมาตรฐานของไทยให้สอดคล้องกับหลักสากล
– เร่งสรุปข้อตกลง ART กับสหรัฐฯ เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย
– สนับสนุนการลงทุนของภาคธุรกิจไทยในสหรัฐฯ เพื่อสร้างการจ้างงาน มูลค่าเพิ่ม และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
– เพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ภายใต้กรอบ Joint Statement on Framework for ART โดยเน้นสินค้าที่ไทยผลิตไม่ได้หรือผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ เพื่อลดความไม่สมดุลทางการค้า
นางศุภจีกล่าวว่า ในประเด็นมาตรา 301 ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานภาคบังคับนั้น สหรัฐฯ ต้องการให้ประเทศคู่ค้ามีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานภาคบังคับ ไม่ใช่การกล่าวหาว่าไทยใช้แรงงานภาคบังคับ ดังนั้น รัฐบาลจึงเร่งผลักดันกฎหมายและมาตรการด้าน HRDD เพื่อยกระดับมาตรฐานของไทย สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศคู่ค้า และสนับสนุนการเจรจาทางการค้าในระยะยาว
ส่วนการไต่สวนในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ไทยได้ชี้แจงข้อมูลต่อฝ่ายสหรัฐฯ แล้วว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่เข้าข่ายการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างตามข้อกังวลของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะประกาศผลการไต่สวนเมื่อใด โดยรัฐบาลจะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด พร้อมเดินหน้าการเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ และลดผลกระทบต่อภาคการส่งออกไทยให้ได้มากที่สุด.






