สถาปนิกเศรษฐกิจ!!!

(แนวคิด 10 พลัส ผสาน Smart Industry : ยุทธศาสตร์ใหม่? ช่วยพลิกเศรษฐกิจไทย พ้น ‘กับดักโตต่ำ’)

แนวคิด “10 พลัส” ผสานยุทธศาสตร์ “Smart Industry” กำลังถูกวางเป็นทิศทางใหม่ของเศรษฐกิจไทย ผ่านความร่วมมือรัฐ–เอกชน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม เพิ่มบทบาท SMEs และลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าทุนจากต่างประเทศ ขณะที่บทบาทของกระทรวงการคลังเริ่มขยับจากผู้ดูแลการคลัง ไปสู่ “สถาปนิกเศรษฐกิจประเทศ” ที่ออกแบบแรงจูงใจเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว
ในช่วงเวลาที่ เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่รุนแรงขึ้น
แนวคิด “10 พลัส” ที่ถูกนำเสนอในเวทีการเมือง เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน ผสานกับ แนวคิด “Smart Industry” ที่ถูกผลักดันในเวทีอุตสาหกรรม กำลังสะท้อนทิศทางใหม่ของนโยบายเศรษฐกิจไทย นั่นคือ…
การพยายามก้าวข้าม “กับดักการเติบโตต่ำ” ที่ประเทศไทยเผชิญมานานกว่าทศวรรษ!!!
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ขณะที่ผลิตภาพของภาคอุตสาหกรรมไม่ได้ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด และ ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย กลับเผชิญข้อจำกัดทั้งด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการเข้าถึงตลาด
ภายใต้บริบทเช่นนี้ แนวคิด “10 พลัส” และ “Smart Industry” จึงถูกนำเสนอในฐานะเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว!!??

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้สะท้อนวิสัยทัศน์ดังกล่าวในเวทีสัมมนา “อุตสาหกรรมไทยก้าวกระโดด โตไปด้วยกัน…Smart Industry” ที่จัดขึ้นโดย กลุ่มเอสซีจีและเครือข่ายภาคเอกชน เมื่อวานนี้ (9 มีนาคม 2569) ณ Hall 1 ชั้น 10 อาคารอเนกประสงค์ เอสซีจี สำนักงานใหญ่ บางซื่อ โดยย้ำว่า…
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจำเป็นต้องอาศัยการยกระดับอุตสาหกรรม การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และพลังงานสะอาด เพื่อให้ภาคการผลิตไทยสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
ดร.เอกนิติ แสดงความเชื่อมั่นว่า…เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีโอกาสขยายตัวมากกว่าร้อยละ 2 และมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้เติบโตเกินร้อยละ 3 หากสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนภาคเอกชนและการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทยได้อย่างจริงจัง
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเลขการเติบโต นั่นคือ…บทบาทที่กำลังเปลี่ยนแปลงของกระทรวงการคลังเอง???
ในอดีต…กระทรวงการคลังมักถูกมองว่าเป็น หน่วยงานที่มีหน้าที่หลักในการบริหารงบประมาณของประเทศ ดูแลวินัยการคลัง และกำหนดนโยบายภาษี แต่แนวคิดที่ รองนายกฯเอกนิติ ได้นำเสนอ มันสะท้อนว่า…
บทบาทของกระทรวงการคลังในยุคใหม่กำลังขยับจากการเป็น “ผู้ดูแลเสถียรภาพการคลัง” ไปสู่การเป็น “ผู้ออกแบบแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ”
กล่าวอีกนัยหนึ่ง…กระทรวงการคลังไม่ได้เป็นเพียงผู้จัดสรรงบประมาณ แต่กำลังพยายามทำหน้าที่เป็น “สถาปนิกเศรษฐกิจประเทศ” ที่ออกแบบเครื่องมือทางภาษี การลงทุน และมาตรการสนับสนุน เพื่อชี้นำทิศทางของระบบเศรษฐกิจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนอย่างชัดเจนผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการผลักดันยุทธศาสตร์ Smart Industry โดยมี เป้าหมายสำคัญในการสร้างกระบวนการทำงานรูปแบบใหม่ ที่ทำให้ภาคธุรกิจเข้ามามีบทบาทเป็น “ส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา” ของประเทศ ไม่ใช่เพียงผู้รับนโยบายจากรัฐ เท่านั้น
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของยุทธศาสตร์นี้ ก็คือ…การลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าทุนจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 7.6 ล้านล้านบาทต่อปี ครอบคลุมสินค้าสำคัญ เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ก๊าซธรรมชาติ และยานพาหนะ
หากประเทศไทยสามารถพัฒนาศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศให้สามารถผลิตสินค้าทุนเหล่านี้ได้เพียงบางส่วน เช่น…
ร้อยละ 30–50 ของปริมาณที่นำเข้า ก็จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศได้ถึงระดับหลายล้านล้านบาทต่อปี
คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 10–20 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และจะช่วยให้เม็ดเงินจำนวนมหาศาลหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ
ในขณะเดียวกัน แนวคิดดังกล่าวยังถูกมองว่าเป็น…ยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ” ให้กับประเทศไทย ในยุคที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์!!??
ภายใต้ยุทธศาสตร์ Smart Industry ภาคเอกชนได้เสนอแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยผ่านกลยุทธ์ ที่เรียกว่า…“5+1”
ประกอบด้วย…การยกระดับอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ การสนับสนุนเงินทุนสำหรับ SMEs การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการปรับปรุงระบบราชการให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส และเอื้อต่อการทำธุรกิจ

ส่วน “+1” คือ…การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน หรือที่เรียกว่า Public Private People Partnership ซึ่งมุ่งเน้น….การใช้ “จุดแข็ง” ของแต่ละภาคส่วนมาผสานกันเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ควบคู่ไปกับกลยุทธ์ดังกล่าว ยังมี การเสนอแนวคิดในการสร้าง “3 ทุนของประเทศ” เพื่อเป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว ได้แก่ ทุนมนุษย์ หรือการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ทุนข้อมูล
หมายถึง…การเชื่อมโยงข้อมูลในระดับประเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนแฝงของระบบเศรษฐกิจ และทุนองค์กร ซึ่งหมายถึงการสร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
เป้าหมายสูงสุดของยุทธศาสตร์ดังกล่าว นั่นคือ…การเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจไทยให้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด!!!
ด้วยมีความหวังที่ว่า…จะสามารถเพิ่มอัตราการเติบโตของ GDP ได้อย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มบทบาทของ SMEs ในระบบเศรษฐกิจ จากสัดส่วนประมาณร้อยละ 35 ของ GDP ในปัจจุบัน ให้ขยับขึ้นไปสู่ระดับร้อยละ 50 ในอนาคต
อีกหนึ่งกลไกสำคัญ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมา ก็คือ…มาตรการที่ถูกเรียกว่า “พี่ช่วยน้อง” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใช้บริษัทขนาดใหญ่เป็นหัวจักรในการยกระดับ SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน
โดยรัฐจะใช้มาตรการภาษีและแรงจูงใจทางนโยบายเพื่อสนับสนุนให้บริษัทขนาดใหญ่เข้าไปช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยี ความรู้ และมาตรฐานการผลิตให้กับผู้ประกอบการขนาดเล็ก
ในมุมหนึ่ง มาตรการดังกล่าวกำลังสะท้อนการปรับตัวของรูปแบบทุนนิยมไทย จากระบบที่บริษัทขนาดใหญ่และ SMEs เติบโตแยกส่วนกัน ไปสู่ระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมที่บริษัทขนาดใหญ่ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลาง” ของห่วงโซ่คุณค่า
ขณะที่SMEs ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน บริการ หรือเทคโนโลยีเฉพาะทาง

โมเดลลักษณะนี้คล้ายกับระบบอุตสาหกรรมของประเทศที่ประสบความสำเร็จหลายแห่ง เช่น ญี่ปุ่นและเยอรมนี ที่บริษัทขนาดใหญ่และบริษัทขนาดกลางทำงานร่วมกันในห่วงโซ่การผลิตเดียวกัน
ในกระบวนการดังกล่าว ภาคเอกชนอย่างเอสซีจี ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนแนวคิด Smart Industry โดย นายชนะ ภูมี ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้สะท้อนว่า…
การที่อุตสาหกรรมไทยจะสามารถก้าวกระโดดได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมทั้งสร้างระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมที่ทำให้ผู้ประกอบการทุกระดับสามารถเติบโตไปพร้อมกัน
ผู้บริหารของบริษัทเอสซีจี ยังระบุด้วยว่า…หากประเทศไทยสามารถพัฒนาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมภายในประเทศให้สามารถผลิตสินค้าทุนบางส่วนที่เคยนำเข้าได้ ก็จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล เพิ่มรายได้ให้กับ SMEs และทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศมีความยืดหยุ่นและมั่นคงมากขึ้น
คำถามสำคัญในเวลานี้ จึงไม่ใช่ว่า…แนวคิด “10 พลัส” หรือ “Smart Industry” มีความสำคัญหรือไม่? อย่างไร? แต่มันคือ…ประเทศไทยจะสามารถแปลงแนวคิดเหล่านี้ให้กลายเป็นนโยบายที่เกิดผลจริงได้เพียงใด???
การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ…ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ภายในเวลาไม่กี่ปี!!?? หากแต่ต้องอาศัยความต่อเนื่องของนโยบาย การปรับตัวของระบบราชการ และความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
แต่หาก ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะสามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง นั้น แนวคิด “10 พลัส” และ “Smart Industry” ก็อาจกลายเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจไทย!
จาก…เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างเชื่องช้า ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความร่วมมือของทั้งระบบเศรษฐกิจ
และในกระบวนการนี้ กระทรวงการคลัง ยุค “รัฐบาลอนุทิน 2” อาจไม่ได้เป็นเพียงผู้รักษาวินัยการคลังของประเทศอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สถาปนิก” ที่ออกแบบอนาคตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว.







