นายกฯ ‘ผีตาโขน’

(Soft Power ทางการเมือง! สู่การใช้ ‘ทุนทางวัฒนธรรม’ สร้างความชอบธรรม?)
จับตา! “สัญญะการเมือง” หลังนายกฯอนุทิน ยกทีมร่วมเปิดงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน กับ…วลีการเมือง พ่วงภาพการ “สวมหน้ากาก – ผีตาโขน” อาจกำลังสะท้อนความหมายทางการเมืองที่ลึกซึ้งกว่าเรื่องการท่องเที่ยว เหตุใช้ “ทุนทางวัฒนธรรม” สร้างความชอบธรรม เชื่อมโยงอำนาจรัฐ โยงประชาชนฐานราก
ภาพของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ยืนท่ามกลาง “ขบวนผีตาโขน” ก่อนจะ “สวมหน้ากาก – ผีตาโขน” ขึ้นโชว์ต่อหน้าสาธารณชน เมื่อช่วงสายวานนี้ (21 มิ.ย.2569) ได้กลายเป็น…หนึ่งในภาพการเมืองที่ถูกพูดถึงมากที่สุด! ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
เพราะนอกเหนือจาก การเปิดงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน ประจำปี 2569 ที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยแล้ว คำพูดหลายช่วงของนายกรัฐมนตรี ยังสะท้อนความพยายามในการเชื่อมโยง “วัฒนธรรมท้องถิ่น” เข้ากับเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ตลอดจน การสร้างความหมายทางการเมืองในอีกระดับหนึ่ง
และอาจกล่าวได้ว่า…นี่คือการใช้ “Soft Power ทางการเมือง” ผ่านทุนทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งเช่นกัน!!!
ไม่ใช่แค่การละเล่น แต่เป็น “อัตลักษณ์” :
นายกรัฐมนตรี กล่าวบนเวทีว่า…“ผีตาโขนไม่ใช่เพียงการละเล่นที่สนุกสนานหรือขบวนแห่สีสันสวยงาม แต่เป็นเรื่องราวของชุมชน เป็นความศรัทธาที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน และเป็นตัวแทนของอัตลักษณ์ที่ทำให้พี่น้องชาวจังหวัดเลยมีความภาคภูมิใจ”
พร้อมเปรียบเปรยว่า…“นี่คือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดอย่างหนึ่งของจังหวัดเลย และเป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้นทุกปี ถ้าเป็นหุ้นก็คือหุ้นที่ให้เงินปันผลตลอด”
คำพูดดังกล่าว สะท้อนมุมมองของรัฐบาลที่ไม่ได้มองวัฒนธรรมเป็นเพียงเรื่องประเพณี แต่กำลังยกระดับให้เป็น “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้
แต่ในอีกด้านหนึ่ง วัฒนธรรมเหล่านี้ ก็ยังเป็น “ทุนทางการเมือง” ที่เชื่อมโยงอำนาจรัฐเข้ากับความรู้สึกและความภาคภูมิใจของผู้คนในท้องถิ่น ด้วยเช่นกัน
“ผีตาโขนในห้องทำงาน” จาก รมต.สู่เก้าอี้นายกฯ :
ช่วงหนึ่งของการปราศรัย นายกรัฐมนตรี กล่าวแบบติดตลกว่า…“ในห้องทำงานผมก็มีรูปผีตาโขนจำลองอยู่ ตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นรองนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จนเป็นนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าส่วนหนึ่งก็มาจากผีตาโขน”
แม้หลายคนอาจมองว่า…นั่นคงเป็นเพียงแค่ คำพูดในเชิงอารมณ์ขันหรือความเชื่อส่วนบุคคล แต่ในเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองแล้ว กลับสะท้อนความพยายามสื่อสาร ที่ว่า…
อำนาจและความสำเร็จของตนเองไม่ได้แยกขาดออกจากประชาชน รากเหง้า และวัฒนธรรมท้องถิ่น!!??
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง นั่นคือ…การพยายามทำให้ผู้คนรู้สึก ว่า…ผู้นำประเทศยังคงเป็น “คนเดิม” ที่มีความผูกพันกับฐานราก ไม่ใช่ชนชั้นนำที่อยู่ห่างไกลจากสังคม
จากผีตาโขน สู่ “ไทยช่วยไทยพลัส” :
นายอนุทิน ยังเชื่อมโยงประเพณีผีตาโขนเข้ากับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” โดยระบุว่า…“วันนี้อำเภอด่านซ้ายเงินสะพัด และต้องสะพัดขึ้นเป็น 5 เท่า 6 เท่า เพราะมีไทยช่วยไทยพลัส 60/40”
พร้อมกับยกตัวอย่างว่า…“น้ำแตงโมปั่นแก้วละ 50 บาท ผมจ่ายแค่ 20 บาท แต่คนขายได้เงินเต็ม 50 บาท”
สาระสำคัญที่ “รัฐบาลอนุทิน” ต้องการจะสื่อสาร ก็คือ…การใช้วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก
แต่ในอีกมิติหนึ่ง นี่คือการนำ “พื้นที่วัฒนธรรม” มาเป็นพื้นที่ทางการเมือง เพื่ออธิบายนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล และทำให้ประชาชนมองเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากขึ้น
Soft Power ทางการเมือง :
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่า…การเดินทางไปจังหวัดเลยครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงพิธีเปิดงานประเพณีเท่านั้น
แต่มีทั้ง…ภาพการสวมหน้ากากผีตาโขน การพูดถึงรูปผีตาโขนในห้องทำงาน การเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจฐานราก และ การเชิญชวนให้คนไทยเที่ยวไทย ใช้สินค้าไทย
ทั้งหมดนี้ เป็นการนำ “Soft Power ทางวัฒนธรรม” มาผสานเข้ากับ “Soft Power ทางการเมือง!!!”
เพื่อสร้างความรู้สึกใกล้ชิดกับประชาชน และสร้างความชอบธรรมให้กับการบริหารประเทศ ผ่านอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของท้องถิ่น
ทุนทางวัฒนธรรม สู่ความชอบธรรมการเมือง? :
ในทางรัฐศาสตร์ “ผู้นำ” หลายประเทศล้วนใช้วัฒนธรรมพื้นถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภาพลักษณ์และความชอบธรรมทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น…
ชุดพื้นเมือง อาหารประจำชาติ กีฬา หรือเทศกาลสำคัญ
และ สำหรับประเทศไทย ภาพ “นายกฯ ผีตาโขน” อาจไม่ใช่เพียงภาพแห่งสีสันของเทศกาลประจำปี เท่านั้น แต่อาจเป็น…ภาพสะท้อนของยุทธศาสตร์ทางการเมือง ที่พยายามทำให้อำนาจรัฐเชื่อมโยงกับความทรงจำ ความเชื่อ และอัตลักษณ์ของผู้คน
เพราะในโลกที่…เทคโนโลยีและเศรษฐกิจ สามารถ “แข่งขัน” และ “เลียนแบบ” กันได้ง่าย สิ่งที่สร้างความแตกต่างและความผูกพันกับผู้คนได้มากที่สุด อาจไม่ใช่เพียงนโยบายหรือคำปราศรัย???
แต่เป็น…“วัฒนธรรม!!!”
และบางครั้ง “ผีตาโขน” ก็อาจไม่ได้เป็นเพียง…หน้ากากของงานประเพณี หากแต่เป็น “สัญลักษณ์” ของการใช้ “ทุนทางวัฒนธรรม” เพื่อสร้าง “ความชอบธรรมทางการเมือง” ในยุคใหม่ ด้วยเช่นกัน!!??.






