สมการ ‘น้ำเงิน’ เปลี๊ยนไป๋?.

(‘ปรับ ครม.’ นายกฯ ไม่ต้องรอ KPI 1 ปี หากพบ ‘ทุจริตมีมูล – ปมรับผิดชอบทางการเมือง’ ตัดสินใจได้ทันที!)

 “อนุทิน” ยืนยัน…ยังไม่ใช่เวลาปรับคณะรัฐมนตรี ขณะที่ “ไชยชนก” เห็นว่า..ควรให้เวลารัฐมนตรี 1 ปีจึงประเมิน KPI ทว่าท่ามกลางกระแสข่าวลบ และข้อกังขาที่รุมเร้ารัฐบาล ประเด็นที่สังคมไทยสนใจอาจไม่ใช่แค่ “รมต.ทำงานครบปีหรือยัง?” แต่เป็น…นายกรัฐมนตรีจะปล่อยให้การวัดผลงานตามปฏิทินอยู่เหนือ…หลักสุจริต ความรับผิดชอบ และความเชื่อมั่นของประชาชนหรือไม่?

“ยังไม่ใช่เวลานี้” แตมิใช่…ต้องรอครบ 1 ปี :

ข่าวการ “ปรับคณะรัฐมนตรี” กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง! หลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า…รัฐบาลเพิ่งทำงานประมาณ 4 เดือน รัฐมนตรีทุกคนกำลังพยายามทำงานให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด และรัฐบาลมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม นายอนุทินไม่ได้ปิดประตูตาย เพราะยืนยันควบคู่กัน ว่า…นายกรัฐมนตรีมีอำนาจเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี หากสถานการณ์ถึงเวลาที่ต้องปรับก็ต้องปรับ ใครมีผลงานและทำประโยชน์ให้ประเทศก็ไม่มีเหตุผลต้องเปลี่ยนตัว

ถ้อยคำนี้สะท้อนว่า “ยังไม่ปรับในเวลานี้” เป็นการประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ก็ไม่ใช่คำมั่นที่ว่า…จะต้องรอให้รัฐบาลทำงานครบ 1 ปีเสียก่อน

ด้าน นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นอีกคนที่ถูกมองว่าเป็น “ตำบลกระสุนตก” ในทางการเมือง จากนโยบายของเขาเอง นั่นคือ…โครงการ TH-AI Passport

“ลูกชายนายเนวิน” เห็นว่า…รัฐมนตรีควรได้รับเวลาทำงานมากกว่า 4 หรือ 6 เดือน และระยะเวลาประมาณ 1 ปี “กำลังสวย” สำหรับการวัด KPI แต่ก็ยอมรับว่า…หัวหน้าพรรคไม่ได้แจ้งกรอบเวลาปรับ ครม. ไว้อย่างแน่นอน เพียงกำชับว่ารัฐมนตรีทุกคนต้องทำงานและมีผลงาน

ดังนั้น 1 ปี” จึงเป็นเพียงกรอบเวลาที่ นายไชยชนก เห็นว่า…เหมาะสมสำหรับประเมินผลงานตามปกติ มิใช่เงื่อนไขทางกฎหมาย มติพรรค หรือพันธสัญญาที่ผูกมือนายกรัฐมนตรี

KPI วัดผลงาน – ไม่ใช่เกราะคุ้มกันรัฐมนตรี :

การให้เวลารัฐมนตรีทำงาน เป็นเรื่องสมเหตุสมผล เพราะ นโยบายหลายด้าน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่อาจเห็นผลภายในเวลาไม่กี่เดือน การเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีบ่อยเกินไปยังอาจทำให้นโยบายขาดความต่อเนื่อง ระบบราชการสับสน และรัฐบาลถูกมองว่าไร้เสถียรภาพ

แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง…“ผลงานที่ต้องใช้เวลา” กับ “ปัญหาที่ต้องรับผิดชอบทันที”

หากเป็นการ “วัด” ความสำเร็จของนโยบายเศรษฐกิจ การแก้โครงสร้างพลังงาน การปฏิรูประบบราชการ หรือการยกระดับบริการประชาชน การให้เวลารัฐมนตรี 6 เดือนถึง 1 ปีอาจมีเหตุผลรองรับ

ในทางกลับกัน! หากปรากฏ ข้อกล่าวหาทุจริตที่มีหลักฐานน่าเชื่อถือ การใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ทางการเมือง ผลประโยชน์ทับซ้อน ความบกพร่องร้ายแรง หรือพฤติการณ์ที่ทำลายความเชื่อมั่นของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องรอให้ปฏิทินเดินไปครบหนึ่งปี

เพราะ KPI มีไว้ประเมินประสิทธิภาพ มิได้มีไว้เป็น “ระยะปลอดภัย” ให้รัฐมนตรีหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ

หลักสุจริต – ความรับผิดชอบ ไม่ต้องรอรอบประเมิน :

ในยามนี้…รัฐบาลกำลังเผชิญโจทย์อ่อนไหวหลายด้าน? ทั้ง…ข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง ปัญหาทุจริต การโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น ข้อครหาเรื่องการใช้อำนาจราชการตอบสนองฝ่ายการเมือง ตลอดจน การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและบุคลากรระดับสูง

ประเด็นเหล่านี้ ยังต้อง พิจารณาตามข้อเท็จจริงและกระบวนการตรวจสอบ โดยไม่ควรตัดสินว่า…บุคคลใดกระทำผิดล่วงหน้า แต่รัฐบาลก็ไม่ควรใช้คำว่า “ยังไม่มีข้อยุติ” เป็นเหตุผลในการปล่อยปัญหาโดยปราศจากมาตรการรับผิดชอบ

ความรับผิดชอบทางการเมือง! ไม่จำเป็นต้องรอคำพิพากษาถึงที่สุดเสมอไป!!?? นั่นเพราะเป็น มาตรฐานคนละส่วนกับความรับผิดทางอาญา

หากรัฐมนตรีไม่สามารถอธิบายข้อกล่าวหาได้อย่างน่าเชื่อถือ ปล่อยให้ความเสียหายเกิดซ้ำ หรือทำให้ประชาชนหมดศรัทธาต่อการบริหารราชการ นายกรัฐมนตรีสามารถสั่งตรวจสอบ จำกัดบทบาท หรือเปลี่ยนตัวเพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐบาลและประเทศได้

การดำเนินการดังกล่าว ไม่ได้หมายถึงการประกาศว่า…ผู้ถูกกล่าวหามีความผิด? แต่เป็นการแสดงว่า… ตำแหน่งรัฐมนตรี ต้องมาพร้อมมาตรฐานความรับผิดชอบที่สูงกว่าบุคคลทั่วไป!!!

“ไฟลามทุ่ง” มักเร็วกว่าเครื่องมือดับไฟ :

คำอธิบายของ นายกรัฐมนตรี ที่ว่า…ผู้ตั้งใจโจมตีรัฐบาลย่อมมองว่าทุกสิ่งผิด อาจมีส่วนจริงในสนามการเมืองที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและข่าวปล่อย

แต่กระนั้น รัฐบาลก็ไม่ควรรวมคำวิจารณ์ทุกประเภทไว้ใน กลุ่ม “ผู้ไม่หวังดี” ไปเสียทั้งหมดเช่นกัน!!??

เพราะในบรรดา…กระแสข่าวลบ อาจมีทั้ง…ข่าวลือ การโจมตีทางการเมือง ข้อสงสัยโดยสุจริต และ ปัญหาที่มีข้อเท็จจริงรองรับ ดังนั้น หน้าที่ของรัฐบาล จึงต้องเร่ง…จำแนกแต่ละเรื่อง พร้อม ตอบด้วยข้อมูล การตรวจสอบ และกรอบเวลาที่ประชาชนติดตามได้

หากรัฐบาลปฏิเสธทุกอย่าง! จนกลายเป็น “ปัญหาสะสม” ข่าวลบหลายเรื่อง อาจถูกนำมาเชื่อมต่อกันเป็น “ภาพใหญ่” ในสายตาประชาชนคนไทยได้

จาก “ข้อสงสัย” เฉพาะบุคคล ก็อาจจะกลายเป็น…ข้อกังขาต่อทั้งคณะรัฐมนตรี

และจาก…ปัญหาของรัฐมนตรีหนึ่งคน ก็อาจลุกลามเป็นวิกฤตความน่าเชื่อถือของนายกรัฐมนตรี ได้

ถึงเวลานั้น แม้จะปรับ ครม. ก็อาจช้าเกินกว่าจะกู้ความเชื่อมั่นกลับมาได้ ดังคำเตือนว่า “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้”

จาก “2 น. 1 พ.” ถึงสมการอำนาจที่เปลี่ยน :

กระแสข่าวความสัมพันธ์ ก่อนหน้านี้ ระหว่าง 2 น. 1 พ.” อันมี…นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายเนวิน ชิดชอบ และ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ

แม้ทั้ง 3 ฝ่าย จะยืนยันเสียงแข็งว่า…ไม่มีความแตกแยก และมีการเผยแพร่ภาพร่วมกันเพื่อลดข้อครหา แต่การต้องออกมาชี้แจงหลายครั้งย่อมสะท้อนว่า…ข่าวรอยร้าวมีน้ำหนักทางการเมืองมากพอที่จะปล่อยผ่านไม่ได้

ภาพร่วมเฟรม ยืนยันได้ว่า…บุคคลทั้ง 3 ยังพบปะและพูดคุยกัน แต่ไม่อาจใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่าไม่มีความเห็นต่างเรื่องการบริหารพรรค การจัดสรรตำแหน่ง การแต่งตั้งข้าราชการ หรือทิศทางของรัฐบาล

เมื่อ “หนึ่งในศูนย์อำนาจเดิม” ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี สมการภายในย่อมเปลี่ยนไปโดยธรรมชาติ!!??

อำนาจตามตำแหน่ง ความรับผิดชอบต่อสภา และแรงกดดันจากประชาชน ล้วน “รวมศูนย์” มาที่ตัวนายกรัฐมนตรีมากขึ้น

คำย้ำของ นายอนุทิน ที่ว่า…การปรับ ครม. เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี จึงอาจไม่ได้มีความหมายเพียงการตอบคำถามผู้สื่อข่าว แต่ยังเป็น การประกาศ ว่า…เมื่อถึงจุดต้องตัดสินใจ ผู้รับผิดชอบสุดท้ายคือหัวหน้ารัฐบาล มิใช่บุคคลนอกคณะรัฐมนตรีหรือข้อตกลงแบ่งโควตาทางการเมืองเดิม

นี่อาจเป็นเหตุให้กล่าวได้ว่า…สมการ “น้ำเงิน” กำลัง “เปลี๊ยนไป๋???”

แม้ยังไม่ถึงขั้นแตกหัก! แต่เป็นช่วงของการปรับดุลและทดสอบว่า…ความสัมพันธ์แบบเพื่อนร่วมอำนาจเดิมจะอยู่ร่วมกับภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรีได้เพียงใด?

ไม่“ปรับใหญ่” แต่กล้าปรับเมื่อถึงจุดจำเป็น :

การปรับ ครม. ไม่ใช่ยาวิเศษ! ที่จะแก้ “ข่าวลบ” ได้ทุกเรื่อง! หาก “เปลี่ยน” แค่เพียงตัวบุคคล แต่ไม่แก้ระบบสื่อสาร การกำกับนโยบาย และการตรวจสอบภายใน ปัญหาย่อมกลับมาอีก!!!

อีกทั้ง การปรับครั้งใหญ่! หลังทำงานเพียง 4 เดือนอาจถูกตีความว่า…รัฐบาลยอมรับความผิดพลาดในการจัดวางบุคคลตั้งแต่ต้น

“ทางออก” ของเรื่องนี้ จึงไม่จำเป็นต้องมีเพียง “ปรับ” หรือ “ไม่ปรับ”

รัฐบาลอาจกำหนดการประเมินทุก 90 วัน เปิดเผยเป้าหมายรายกระทรวง ขีดเส้นตายแก้ปัญหา และใช้มาตรการเฉพาะกับรัฐมนตรีที่ถูกตั้งคำถาม ก่อนพิจารณาเปลี่ยนตัวเมื่อไม่สามารถฟื้นความเชื่อมั่นได้

แต่ “เส้นแบ่ง” นั้น จะต้องชัดเจนว่า…ผลงานทั่วไปให้เวลาพิสูจน์ได้!

ขณะที่ เรื่องความสุจริต การใช้อำนาจ และความรับผิดชอบทางการเมือง ต้องตรวจสอบและตัดสินใจตามสถานการณ์…

ไม่ใช่การจะต้อง…รอรอบ KPI!!!

บทพิสูจน์ภาวะผู้นำของ “อนุทิน” :

ท้ายที่สุด! ความสนใจของ สังคไทย จึงไม่ได้อยู่ที่ประเด็น นายกรัฐมนตรี “มีอำนาจ” ปรับคณะรัฐมนตรีหรือไม่? เพราะในทางการเมือง อำนาจนั้นอยู่ในมือนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว หากสิ่งที่ คนไทยสนใจมากกว่าและมากที่สุด นั่นคือ…

เมื่อเกิดภาวะที่…ผลประโยชน์ของรัฐบาล “ขัดกับ” ความสัมพันธ์ หรือสมดุลภายในพรรค แล้ว นายกรัฐมนตรี กล้าจะใช้อำนาจหรือไม่? กล้ากี่โมง? และใช้ด้วยหลักเกณฑ์ใด?  

การรอให้ครบ 1 ปี อาจยุติธรรมต่อรัฐมนตรีที่ตั้งใจทำงาน แต่หากมี ข้อกล่าวหาทุจริตที่มีมูล เกิดความเสียหายต่อราชการ หรือมีปัญหาความรับผิดชอบทางการเมือง การรอต่อไปอาจไม่ยุติธรรมต่อประชาชน

นายกฯ อนุทิน จึงไม่จำเป็นต้องปรับ ครม. เพียงเพราะกระแสข่าวกดดัน แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้คำว่า…“รัฐบาลเพิ่งทำงาน 4 เดือน” หรือ “หนึ่งปีค่อยวัด KPI” กลายเป็นกำแพงป้องกันผู้ดำรงตำแหน่ง

เพราะในวันที่…ไฟเริ่มลาม สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็น จะไม่ใช่คำอธิบายที่ว่า…เครื่องมือดับไฟยังไม่ถึงรอบประเมิน

แต่มันคือ…การตัดสินใจของ “ผู้นำ” ก่อนที่ความเสียหายจะลุกลามเกินควบคุม กระทั่ง อาจเป็นความเสียหายของแผ่นดินไทย เข้าใจรึยัง!!??.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password