‘สส.รัฐบาล’ จี้รัฐทบทวนราคารับซื้อไฟฟ้าชีวมวล ชี้! เหลื่อมล้ำ ‘โซลาร์รูฟท็อป’ หวั่นกระทบเกษตรกร/เศรษฐกิจชุมชน

 
สส.ซีกรัฐบาล “หมอนัท” กาฬสินธุ์ เขต 5 ออกโรงจี้ “รัฐบาลอนุทิน” ปรับราคารับซื้อไฟฟ้าชีวมวลใหม่ ชี้! ต้องไม่ต่ำกว่าหน่วยละ 3 บาท ชี้! ต้นทุนพุ่ง แต่รัฐรับซื้อเพียง 2.28 บาท สวนทาง “โซลาร์รูฟท็อป” ที่ต้นทุนต่ำกว่าแต่ได้ราคาสูงใกล้เคียง ย้ำ! หากโรงไฟฟ้าชีวมวลอยู่ไม่รอด จะกระทบการรับซื้อเศษวัสดุการเกษตร ลดโอกาสสร้างรายได้ชุมชน เสนอต่ออายุใบอนุญาตโรงไฟฟ้าระยะยาว พ่วงดัน “ไบโอชา-คาร์บอนเครดิต” สร้างมูลค่าเศรษฐกิจสีเขียว

พญ.บุญญาภา นาชัยเวียง ปุณณนิฏฐา หรือ “หมอนัท” สส.กาฬสินธุ์ เขต 5 พรรคภูมิใจไทย กลายเป็น “สส.ฝั่งรัฐบาล” ที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลและคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ทบทวนโครงสร้างราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวลใหม่ โดยระบุว่า ปัจจุบันเกิดความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจนระหว่างพลังงานแสงอาทิตย์กับพลังงานชีวมวล ทั้งที่ชีวมวลมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าและมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานราก

สส.หมอนัท ระบุว่า รัฐบาลกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนไว้ที่ 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 10 ปี แม้โซลาร์เซลล์จะมีข้อดีเรื่องต้นทุนต่ำ ติดตั้งง่าย และไม่มีภาระค่าเชื้อเพลิง แต่กลับมีข้อจำกัดด้านเสถียรภาพ เพราะผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงเวลากลางวัน และประสิทธิภาพลดลงในช่วงฤดูฝนหรือฤดูหนาว

ขณะที่ โรงไฟฟ้าชีวมวลสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง แต่กลับได้รับราคารับซื้อเพียง 2.28 บาทต่อหน่วย ภายใต้ระบบ Feed-in Tariff (FiT) ซึ่ง ผู้ประกอบการ ระบุว่า ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริงที่อยู่ระดับ 2.50-2.60 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้หลายโรงไฟฟ้ามีความเสี่ยงด้านการดำเนินกิจการ

ราคาที่รัฐรับซื้อไฟฟ้าชีวมวล 2.28 บาทต่อหน่วย ไม่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับโซลาร์เซลล์ที่ได้ 2.20 บาท ทั้งที่ชีวมวลมีต้นทุนค่าแรง เครื่องจักร และเชื้อเพลิงสูงกว่ามาก ราคาที่เหมาะสมควรเกิน 3 บาทต่อหน่วย เพื่อให้ผู้ประกอบการอยู่ได้ และสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรนำวัสดุเหลือใช้มาจำหน่ายสส.หมอนัท กล่าว พร้อมกับชี้ว่า…

โรงไฟฟ้าชีวมวลมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ผ่านการรับซื้อใบอ้อย ฟางข้าว และเหง้ามันสำปะหลัง ลดการเผาในที่โล่ง อีกทั้ง ยังช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนจากการจ้างแรงงานและรับซื้อพืชพลังงาน เช่น หญ้าเนเปียร์ และกระถินยักษ์

พร้อมกันนี้ “สส.หมอนัท” ยังเสนอให้รัฐบาลส่งเสริมเทคโนโลยีชีวมวลสมัยใหม่ เช่น ระบบผลิต “ไบโอชา (Biochar)” ซึ่งสามารถนำไปใช้ปรับปรุงดิน ลดต้นทุนปุ๋ย และต่อยอดสู่ตลาดคาร์บอนเครดิตในอนาคต โดยมองว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และเพิ่มศักยภาพการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานระยะยาว

นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลขยายอายุใบอนุญาตโรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นรอบละ 20 ปี เพื่อลดต้นทุนคงที่ และผลักดันให้เอกชนทำสัญญาประกันราคารับซื้อพืชพลังงานกับเกษตรกรโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณรัฐเข้ามาอุดหนุนเพิ่มเติม.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password