เกมสอบย้อน ป.ป.ช.!!!

(ศึกอำนาจใหม่ของรัฐสภา หรือ…สัญญาณวิกฤตความเชื่อมั่นขององค์กรอิสระ???)
“ฝ่ายค้าน” ผนึก “สว.อิสระ” ร่วมล่าชื่อ หวัง “ยื่นสอบ” ป.ป.ช.!!! ปม “ศักดิ์สยาม” ชี้! อาจไม่ใช่แค่เกมการเมืองระยะสั้น แต่สะท้อน “แรงสั่นสะเทือน!” เชิงโครงสร้างของระบบตรวจสอบไทย โดยมี “ประธานรัฐสภา” เป็นตัวแปรชี้ชะตาใน “กระบวนการ” ที่สุด! จะเดินหน้าหรือยุติกันไป?
สถานการณ์การเมืองไทย กำลังเคลื่อนเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนสำคัญ?”
เมื่อ…พรรคฝ่ายค้าน นำโดย พรรคประชาชนเร่งรวบรวมรายชื่อสมาชิกรัฐสภา เพื่อใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ยื่นคำร้องให้มีการไต่สวน การทำหน้าที่ของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จากกรณี “มีมติ” ไม่เอาผิด นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ
ประเด็นดังกล่าว เริ่มขยายตัวจาก “คดีเฉพาะบุคคล” ไปสู่ “ข้อถกเถียงเชิงระบบ” ทันทีที่ พรรคการเมืองอื่น รวมถึง พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทยภักดี แสดงท่าทีพร้อมเข้าร่วม
ขณะที่ กลุ่ม สว.อิสระ ก็ประกาศผนึกกำลังอย่างเปิดเผย!!!
ความเคลื่อนไหวนี้ สะท้อนผ่านคำยืนยันของ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ระบุว่า…ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมรายชื่อให้ครบเกณฑ์ 1 ใน 5 ของรัฐสภา และคาดว่า…จะสามารถยื่นเรื่องได้ในเร็ว ๆ นี้
ซึ่งไม่เพียงแสดงถึง…ความพร้อมเชิงกลไก แต่ยังสะท้อนความพยายามจะ…ยกระดับ “การตรวจสอบองค์กรอิสระ” ให้กลายเป็น…วาระทางการเมืองระดับชาติ!
แก่นของความขัดแย้งในครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่คำถามสำคัญว่า…“การวินิจฉัย” ของ ป.ป.ช. สอดคล้องกับ “คำวินิจฉัย” ของ ศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่?
เนื่องจาก…ศาลรัฐธรรมนูญ เคยมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการถือหุ้นโดย “นอมินี” ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อพิจารณาเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน”
ขณะที่ ป.ป.ช. กลับมีมติ ว่า…นายศักดิ์สยาม ไม่มีความผิด จึงก่อให้เกิดข้อวิพากษ์ถึงมาตรฐานการพิจารณาตามมา…
สอดรับกับ ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ หลังจาก นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคฯ ระบุว่า…ฝ่ายกฎหมายของพรรคฯ พบ “ประเด็นใหม่” และ “ข้อสงสัย?” ต่อคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.
โดยเฉพาะ การอาจ “มองข้าม” ข้อเท็จจริงบางประเด็น? และเลือกหยิบเฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ถูกร้อง?
นายสาทิตย์ ชี้ว่า…สิ่งนี้ ถือเป็น “เหตุผลสำคัญ” ทำให้พรรคฯตัดสินใจเข้าร่วมลงชื่อ เพื่อให้เกิดความกระจ่างผ่านกระบวนการไต่สวนอิสระ
อย่างไรก็ตาม ในเชิงกฎหมาย ประเด็นนี้…ยังมีประเด็นให้สังคมการเมืองไทย ต้อบขบคิดให้หนัก ระหว่าง “การตีความต่างในคนละประเด็น” กับ “การไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัย”
เพราะแม้ “คำวินิจฉัย” ของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลผูกพันทุกองค์กร แต่การพิจารณาของ ป.ป.ช. อาจ “อ้างอิง” กันคนละฐาน เช่น…
การวินิจฉัยเรื่อง…สถานะทางการเมือง กับการพิจารณาเจตนาทุจริต
ซึ่งทำให้ ข้อถกเถียงนี้ ยังไม่อาจสรุปได้โดยง่าย และจำเป็นต้องอาศัยกลไก “ไต่สวน” ภายนอกเป็นผู้ชี้ขาด!!??
ความเคลื่อนไหวยิ่งมีนัยสำคัญมากขึ้น! เมื่อ กลุ่ม สว.อิสระ เข้ามาเป็น “ตัวแปรสำคัญ” ในการเติมเต็มเสียงสนับสนุน โดย สว.นันทนา นันทวโรภาส ระบุว่า…การทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในหลายกรณีที่ผ่านมาได้สร้างข้อกังขาในสังคมไทย?
และ อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศ โดยเฉพาะในบริบทของ “ดัชนีการรับรู้การทุจริต” ที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
โดยการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ถูกมองว่า…เป็นความพยายาม “กอบกู้ความเชื่อมั่น” มากกว่าการต่อสู้ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน เสียงจาก นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ได้เพิ่มความเข้มข้น! ให้กับสถานการณ์นี้ โดย เรียกร้องให้ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เร่งดำเนินการส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการไต่สวน
พร้อมกับเตือนว่า…หากมีการถ่วงเวลาหรือไม่ดำเนินการ อาจนำไปสู่การ “ตรวจสอบย้อนกลับ!” ก่อนจะตั้งคำถามถึงความเป็น “อิสระ” ของระบบตรวจสอบโดยรวม
จุดเปลี่ยนสำคัญ! ของเรื่องนี้…จึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนรายชื่อเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ “บทบาท” ของ…ประธานรัฐสภา ซึ่งมี “อำนาจ” ใช้ “ดุลยพินิจ” ว่า…จะส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาหรือไม่?
แม้รัฐธรรมนูญจะเปิดช่องให้มีการตรวจสอบองค์กรอิสระ แต่การใช้ “ดุลยพินิจ” ในขั้นตอนนี้กลับกลายเป็น “คอขวด” ที่สามารถกำหนดทิศทางของทั้งกระบวนการได้
ในทางกฎหมาย การไม่ส่งเรื่องของ ประธานรัฐสภา ไม่ได้ถือว่า…“ขัดรัฐธรรมนูญ!” โดยอัตโนมัติ
เนื่องจาก เป็น “อำนาจ” ที่รัฐธรรมนูญมอบไว้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า…มีการใช้อำนาจโดยมิชอบ เช่น การถ่วงเวลาโดยไม่มีเหตุผล หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน
อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้…ได้จุดประกายข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เพื่อ “ลด…ดุลยพินิจ” ของประธานรัฐสภา และทำให้กระบวนการตรวจสอบองค์กรอิสระมีความเป็นอัตโนมัติมากขึ้น
เมื่อมองในภาพรวม เหตุการณ์ครั้งนี้ กำลังสะท้อน…ปัญหาเชิงโครงสร้างของ “ระบบตรวจสอบไทย” อย่างชัดเจน!
กล่าวคือ…องค์กรอิสระ ถูกออกแบบให้ “ปลอด” จากการแทรกแซงทางการเมือง แต่กลับมี “ช่องทาง” ตรวจสอบที่จำกัด
เมื่อเกิดข้อสงสัยเรื่องความเป็นกลาง? จึงนำไปสู่แรงกดดันให้ “การเมืองกลับเข้ามาตรวจสอบองค์กรอิสระ” อีกครั้ง
นับเป็น…ความย้อนแย้ง! ที่ยังไม่สามารถหา “จุดสมดุล” ได้
ท้ายที่สุด! ไม่ว่า…ผลลัพธ์ของการยื่นสอบครั้งนี้จะเป็นอย่างไร? ประเด็นสำคัญที่สังคมการเมืองไทย จะต้องเผชิญคือคำถามพื้นฐาน ที่ว่า…
องค์กรอิสระควรมีขอบเขตความเป็นอิสระเพียงใด?
และ ควรถูกตรวจสอบอย่างไร? เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความโปร่งใสและความเป็นกลาง
นั่นเพราะ…หาก “ระบบตรวจสอบ” ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ การเมืองและกระบวนการยุติธรรม…ก็ย่อมเสี่ยงต่อการถูกตั้งคำถามอย่างต่อเนื่องในระยะยาวอย่างไม่ต้องสงสัย???.






