เปลี่ยน ‘ผู้ตรวจสอบ’ สู่ ‘ผู้ถูกตรวจสอบ?’

ฝ่ายค้าน “พรรคประชาชน” เปิดเกมรุก! ยื่นเอาผิด ป.ป.ช. 4 ประเด็น ปมยุติสอบคดี “ศักดิ์สยาม” สะท้อนคำถามใหญ่ต่อมาตรฐาน “องค์กรอิสระ” สิ่งนี้…อาจกลายเป็น “หมุดหมายสำคัญ” ของระบบ “ถ่วงดุล” อำนาจไทย ที่สุด! กลไกตรวจสอบของประเทศ จะยังคงทำงานอย่างเป็นอิสระและโปร่งใสสักเพียงใด???
ข่าวที่ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล และ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. พรรคประชาชน เปิดแถลงเมื่อช่วงสายวันนี้ (7 มิถุนายน 2569) ถึงความคืบหน้า “คำร้อง” ที่ฝ่ายค้าน และ สว. ยื่นต่อประธานรัฐสภา เพื่อขอให้ส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกาพิจารณา กรณี คณะกรรมการ ป.ป.ช. ถูกกล่าวหา ว่า…
ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ!!?? จากการยุติการตรวจสอบคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ
นายพริษฐ์ ระบุว่า คำร้องมี 4 ประเด็นหลัก ได้แก่…
1.ป.ป.ช. ใช้กระบวนการตรวจสอบไม่ครบถ้วน ไม่ไต่สวนและแสวงหาข้อเท็จจริงเชิงลึกตามระเบียบ
2.ใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ โดยวินิจฉัยขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้
3.ขาดความโปร่งใส ไม่เปิดเผยข้อมูลและผลการพิจารณาต่อผู้ร้องอย่างทันท่วงที
และ 4.ละเลยการตรวจสอบฐานความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กรณีความขัดกันแห่งผลประโยชน์
ทั้งนี้ พรรคประชาชนคาดหวังให้ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา พิจารณา และ ส่งเรื่องต่อไปยังศาลฎีกาก่อนปิดสมัยประชุมกลางเดือนกรกฎาคม
แกนนำพรรคประชาชน ระบุว่า หากประธานรัฐสภาไม่ดำเนินการ ทั้งที่มีเหตุอันสมควร อาจถูกตรวจสอบในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้
ด้าน นายปกรณ์วุฒิ ยืนยันว่า…ตนจะติดตามการเปิดเผยเอกสารจาก ป.ป.ช. อย่างต่อเนื่อง และหากพ้นกำหนด 30 วันโดยยังไม่ได้รับข้อมูล จะใช้สิทธิตามกฎหมายร้องต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการเพื่อให้มีการเปิดเผยเอกสารดังกล่าว
มองในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เมื่อต้องทำการ วิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ เราเชื่อว่า…เกมนี้ มันอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่ นายศักดิ์สยาม แต่มันจะขยายวงกว้างไปยัง…ความน่าเชื่อถือของ ป.ป.ช.เอง???
เพราะกรณีนี้ มี “นัยสำคัญ” มากกว่า…การตรวจสอบบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เนื่องจาก “แก่นของเรื่อง” คือ…คำถามต่อมาตรฐานการทำงานของ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
หากองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้อื่นกลับถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใส และการใช้ดุลพินิจเสียเอง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรง ต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบปราบปรามคอร์รัปชันทั้งระบบ!!!
ในเชิงยุทธศาสตร์ทางการเมือง พรรคฝ่ายค้าน…กำลังพยายาม “ยกระดับ” ประเด็นจาก “คดีเฉพาะบุคคล” ไปสู่ “การตรวจสอบองค์กรอิสระ” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สังคมให้ความสนใจมากขึ้นหลังจากในอดีตเคยมีกรณีอดีตกรรมการ ป.ป.ช. ถูกดำเนินคดีและมีคำพิพากษาของศาล เกิดขึ้นแล้ว
สิ่งนั้น ทำให้ข้อกล่าวหาในครั้งนี้ ดูมี “น้ำหนักทางการเมือง” มากกว่าการโจมตีตามปกติ
และนั่น…อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ว่าการใช้อำนาจขององค์กรอิสระก็ต้องถูกตรวจสอบได้เช่นกัน!!??
ส่วนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมา กรณีที่ ประธานรัฐสภา ส่งเรื่องถึงศาลฎีกา กระบวนการตรวจสอบ ป.ป.ช. เรื่องก็จะเข้าสู่…ขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลและพยานหลักฐานเพิ่มเติมจำนวนมาก
แต่หากตรงกันข้าม! รอบนี้…ไม่มีการส่งเรื่องหรือใช้เวลาพิจารณายืดเยื้อ ก็อาจเสี่ยงต่อการถูกตีความว่า…เป็นการปกป้ององค์กรอิสระ และก่อให้เกิดแรงกดดันทางการเมือง รวมถึง ความขัดแย้งระหว่าง…ฝ่ายนิติบัญญัติ กับ องค์กรอิสระในระยะยาว
ทางออก! ที่เหมาะสมสำหรับสังคมไทย นั่นคือ…การทำให้กระบวนการตรวจสอบองค์กรอิสระมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น โดยเฉพาะ…
การเปิดเผยเหตุผลในการวินิจฉัยคดีสำคัญ
การเปิดให้ผู้ร้องเข้าถึงข้อมูลที่ไม่กระทบต่อรูปคดี
และ การกำหนดกรอบเวลาพิจารณาคำร้องของประธานรัฐสภาให้ชัดเจน เพื่อลดข้อครหาเรื่องการถ่วงเวลา
เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สังคมไทยต้องการจะเห็น ไม่ใช่…ชัยชนะของฝ่ายการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง? แต่มันคือความเชื่อมั่น ที่ว่า…
ทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็น…ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือองค์กรอิสระ ทุกแห่ง…ต่างอยู่ภายใต้ “มาตรฐานความรับผิดชอบเดียวกัน” ตามหลักนิติรัฐและนิติธรรม อย่างเท่าเทียมกัน!!!.






