‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ประชานิยมใหม่ ในโจทย์เก่า…บททดสอบวินัยการคลังรัฐบาล


จับตา! มุมที่ “รัฐบาลอนุทิน” เร่งอัดมาตรการพยุงค่าครองชีพ ผ่าน “ไทยช่วยไทยพลัส” และตรึงค่าไฟถ้วนหน้า ท่ามกลางความเสี่ยงพลังงานโลกและเศรษฐกิจเปราะบาง คำถามตัวโต นั่นคือ…วินัยการคลัง! จะยังยืนอยู่ได้หรือไม่? ภายใต้แรงกดดันทางการเมืองเช่นนี้!

โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์เมื่อวานนี้ (15 เมษายน 2569) อาจไม่ได้เป็นเพียงนโยบายเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงเวลาที่ต้นทุนพลังงานผันผวน

แต่มันกำลังสะท้อนความเคลื่อนไหวเชิงโครงสร้างของรัฐบาล ที่ต้องเผชิญกับโจทย์ใหญ่ 2 ด้านพร้อมกัน นั่นคือ…

การพยุงเศรษฐกิจในภาวะไม่แน่นอน และการรักษาวินัยการคลังที่เป็นหลักยึดของเสถียรภาพระยะยาว

“รัฐบาลเพิ่งบริหารราชการได้เต็มรูปแบบ เมื่อวันศุกร์ที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา แต่ไม่ได้หมายความว่าช่วงสงกรานต์แล้วเราจะไม่ทำงาน เราก็ทำงานต่อเนื่อง และนโยบายต่างๆ ก็กำลังเร่งให้เกิดเป็นรูปธรรม รวมถึง “คนละครึ่ง” ที่ครั้งนี้ อาจจะไม่ได้ออกมาในชื่อของ “คนละครึ่ง” แต่มาในรูปแบบของโครงการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่ง รองนายกฯนายเอกนิติ (นิติทัณฑ์ประพาส) ได้วางรูปแบบไว้ให้มีความ “พลัส” มากกว่าคนละครึ่งคราวที่แล้ว” นายกฯอนุทิน ระบุ พร้อมกับกล่าวถึงมาตรการอื่นๆ เช่น…

มาตรการช่วยเหลือค่าไฟ 200 หน่วยแรก ไม่เกินหน่วยละ 3 บาท โดยจะใช้กับคนไทย…ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคน รวมถึง การสนับสนุนให้มีสินค้าไทยช่วยไทย เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศผ่านสินค้าไทยราคาประหยัด

มาตรการดังกล่าว เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์พลังงานโลก โดยเฉพาะ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันและต้นทุนนำเข้า ซึ่งรัฐบาลเลือกตอบสนองด้วยการควบคุมการใช้พลังงาน ควบคู่ไปกับการอัดมาตรการลดภาระค่าครองชีพ ข้างต้น

ทั้งนี้ แม้มาตรการเหล่านี้ จะช่วยสร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจในระยะสั้น และลดแรงกดดันต่อครัวเรือนได้อย่างมีนัยสำคัญ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง…กลับก่อให้เกิดคำถามเชิงนโยบายที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือ…ความสอดคล้องกับหลัก “วินัยการคลัง” ที่ รองนายกฯเอกนิติ เคยย้ำว่า…เป็นหัวใจของการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล หรือไม่? อย่างไร?

แก่นของความขัดแย้งนี้ อยู่ที่ลักษณะของมาตรการอุดหนุนแบบถ้วนหน้า ซึ่งแม้จะมี “ข้อดี” ในเชิงการเมืองและการสื่อสาร เพราะสามารถเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม และสร้างความรู้สึกเป็นธรรมร่วมกัน

แต่ใน เชิงเศรษฐศาสตร์การคลัง กลับหมายถึง ภาระงบประมาณขนาดใหญ่ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อ มาตรการเหล่านี้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะ “กลุ่มเปราะบาง” และไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจนในการยุติโครงการ

ดังนั้น เมื่อการอุดหนุน กลายเป็น “กลไกหลัก” ในการพยุงค่าครองชีพ “รัฐบาลอนุทิน” จึงต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก ระหว่าง…การรักษาระดับการใช้จ่ายเพื่อประคองเศรษฐกิจ กับ การควบคุมระดับหนี้สาธารณะไม่ให้เกินกรอบความยั่งยืน

ซึ่งเป็น…หลักการสำคัญของวินัยการคลัง

ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การใช้จ่ายในช่วงวิกฤตเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบมาตรการให้มี “ทางลง” และไม่กลายเป็นภาระถาวรของงบประมาณแผ่นดิน อย่างไร???

ในมิติทางการเมือง นั้น “ไทยช่วยไทยพลัส” ยังได้สะท้อนการปรับกรอบความคิดของ นโยบายประชานิยม จากเดิมที่เน้นการอุดหนุนโดยตรงจากรัฐ สู่การสื่อสารในรูปแบบ “ความร่วมมือของคนในชาติ” ผ่านการสนับสนุนสินค้าไทยและผู้ประกอบการภายในประเทศ

การเปลี่ยนชื่อจาก “คนละครึ่ง” มาเป็น “ไทยช่วยไทย” จึงไม่ใช่เพียง…การปรับภาพลักษณ์ แต่เป็นความพยายามสร้าง “ความชอบธรรมใหม่” ให้กับนโยบายเดิม ภายใต้บริบทการเมืองที่เปลี่ยนไป!!??

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการ “ปรับวาทกรรม” แต่โครงสร้างของนโยบาย ยังคงอิงอยู่กับการกระตุ้นการบริโภคและการอัดฉีดกำลังซื้อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นแนวทางที่ให้ผลเร็ว แต่ก็มีต้นทุนทางการคลังสูง และมีความเสี่ยงต่อการบิดเบือนกลไกตลาด

โดยเฉพาะเมื่อรัฐเข้ามามีบทบาทในการจัดจำหน่ายสินค้าและกำหนดราคาในระดับพื้นที่ผ่านหน่วยงานท้องถิ่น

คำถามที่เกิดขึ้นตามมา จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า…นโยบายนี้ “ถูกหรือผิด?” หากแต่อยู่ที่ว่า…“รัฐบาลกำลังเลือกเส้นทางใด?” ระหว่าง…การใช้มาตรการระยะสั้นเพื่อบรรเทาวิกฤต กับการยึดมั่นในกรอบวินัยการคลังเพื่อรักษาเสถียรภาพในระยะยาว

หากมาตรการเหล่านี้ ถูกใช้ในฐานะ “เครื่องมือชั่วคราว” เพื่อรับมือกับสถานการณ์พลังงานโลก! ความขัดแย้งนี้ ก็อาจยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

แต่หากสิ่งนี้…กลายเป็น “เครื่องมือทางการเมือง” เพื่อรักษาระดับความนิยม และถูกยืดเยื้อออกไปโดยไม่มีแผนถอนตัวที่ชัดเจน แล้ว

…ย่อมอยากจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลังได้!!??

ในท้ายที่สุด “ไทยช่วยไทยพลัส” จึงไม่ใช่เพียงนโยบายเศรษฐกิจ แต่เป็น…บททดสอบสำคัญของรัฐบาล ว่าจะสามารถรักษาสมดุล ระหว่าง…แรงกดดันทางการเมือง กับหลักการทางเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด?

และ คำตอบของโจทย์นี้ จะเป็น “ตัวกำหนด” ทิศทางของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป เช่นกัน!!??.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password