‘รองฯปกรณ์’ บทบาทใหม่ ‘ผจก.ความชอบธรรม’ รัฐบาล?

จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท สู่…กฎหมายอำนวยความสะดวกภาครัฐ “2 ภารกิจ” ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน กลับสะท้อนบทบาทใหม่ของ “รองนายฯปกรณ์ นิลประพันธ์” ผู้กำลังถูกวางตำแหน่งให้เป็นทั้งนักกฎหมายของรัฐ และผู้สร้างความเชื่อมั่นให้รัฐบาลท่ามกลางแรงกดดันทางการเมือง
ในวันที่การเมืองไทยเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน! ทั้ง…ปัญหาเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางการเมือง และการตรวจสอบจากองค์กรอิสระ
การบริหารประเทศ…ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอำนาจของฝ่ายบริหารเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องอาศัย “ความชอบธรรม” เพื่อให้การใช้อำนาจได้รับการยอมรับจากสังคม
การปรากฏตัวของ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายของ “รัฐบาลอนุทิน” เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา จึงน่าสนใจไม่น้อย? เพราะเป็นการสื่อสารต่อสาธารณะผ่าน 2 ประเด็นสำคัญในเวลาเดียวกัน นั่นคือ…
ความคืบหน้าของพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่าง…การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
และ ความคืบหน้าของพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการฉบับใหม่ หรือที่หลายฝ่ายเรียกว่า “กฎหมายอำนวยความสะดวก”
หากมองเพียงผิวเผิน ทั้ง 2 เรื่องดูเหมือนเป็นคนละประเด็น???
เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับ…การคลังและข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ส่วนอีกเรื่องเกี่ยวข้องกับการปฏิรูประบบราชการ แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไป จะพบว่า…ทั้ง 2 เรื่องมีจุดร่วมสำคัญ คือการสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้อำนาจของรัฐ
ในกรณีของ พระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท รัฐบาลกำลังเผชิญการตรวจสอบว่าการใช้อำนาจออกพระราชกำหนดนั้นสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่? ขณะที่ ฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์จำนวนหนึ่งตั้งคำถามถึง ความจำเป็นเร่งด่วนและผลกระทบต่อภาระหนี้สาธารณะ
สิ่งที่น่าสังเกตคือ นายปกรณ์ไม่ได้เลือกใช้ภาษาทางการเมืองเพื่อตอบโต้ข้อวิจารณ์ แต่เลือกยืนยัน เพียงว่า…รัฐบาลได้ส่งคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว และขั้นตอนต่อไปขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล
การสื่อสารในลักษณะดังกล่าว สะท้อนความพยายามรักษาระยะห่างระหว่างฝ่ายบริหารกับกระบวนการตรวจสอบทางกฎหมาย พร้อม ส่งสัญญาณ ว่า…รัฐบาลยังคงเคารพหลักนิติรัฐและพร้อมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามครรลองของกฎหมาย
ขณะเดียวกัน การผลักดันกฎหมายอำนวยความสะดวกฉบับใหม่ ก็เป็นอีกด้านหนึ่งของ…การสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐเช่นกัน
นั่นเพราะ…สาระสำคัญของกฎหมายไม่ได้อยู่เพียงการลดขั้นตอนเอกสารหรือการลดจำนวนใบอนุญาตเท่านั้น หากแต่เป็นความพยายามปรับเปลี่ยนแนวคิดของระบบราชการ จากรัฐที่เน้นการควบคุมและกำกับ ไปสู่รัฐที่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและภาคธุรกิจมากขึ้น!
แนวคิดเรื่อง Super License หรือใบอนุญาตพวง การเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การลดการเรียกเอกสารซ้ำซ้อน และการนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในกระบวนการอนุญาต ล้วนเป็น…
ภาพสะท้อนของความพยายามปรับโครงสร้างการทำงานของภาครัฐให้สอดคล้องกับความคาดหวังของสังคมยุคใหม่ ซึ่งต้องการความรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้!!??
ด้วยเหตุนี้ การสื่อสารของ รองนายกฯปกรณ์ ในวันเดียวกัน จึงมิใช่เพียงการรายงานความคืบหน้าของกฎหมายสองฉบับ หากแต่เป็นการส่งสารทางการเมืองที่สำคัญ ว่า…
รัฐบาลกำลังเดินหน้าสร้างทั้ง “ความชอบธรรมทางกฎหมาย” และ “ความชอบธรรมทางการบริหาร” ควบคู่กันไป!!!
น่าสนใจว่า…บทบาทดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายเริ่มจับตามอง นายปกรณ์ ในฐานะ “บุคคลสำคัญ” ของรัฐบาล
แม้ประเทศไทยจะเคยมี รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายหลายคนในอดีต แต่กรณีของ นายปกรณ์ กลับมีลักษณะ “เฉพาะตัว” มากกว่า?
เพราะแม้ตัวเขาจะก้าวเข้าสู่…ตำแหน่งทางการเมืองอย่างชัดเจนแล้ว ทว่า “ภาพจำ” ของสังคมไทย ก็ยังคงผูกโยงกับสถานะ “อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา” และ “ข้าราชการกฎหมายระดับสูง” มากกว่านักการเมืองอาชีพ???
นั่นทำให้…คำอธิบายของเขายังคงมีน้ำหนักในสายตาของสาธารณชน และอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลเลือกให้เขาเป็น “ผู้สื่อสาร” ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและความชอบธรรมของการใช้อำนาจรัฐ
ในทางการเมือง บทบาทเช่นนี้ ถือเป็นทั้ง…โอกาสและความเสี่ยง!!??
โอกาส คือ…การเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาล
แต่ ความเสี่ยง ก็คงไม่พ้น…หากนโยบายหรือมาตรการที่ตนเองออกมาชี้แจงถูกตั้งคำถามหรือประสบปัญหาในอนาคต บุคคลที่ทำหน้าที่อธิบายและสร้างความชอบธรรมก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแบกรับต้นทุนทางการเมืองไปด้วย
อย่างไรก็ตาม จากท่าทีและรูปแบบการสื่อสารที่ปรากฏในปัจจุบัน ดูเหมือนว่า นายปกรณ์กำลังพยายามรักษาบทบาทของตนเองให้อยู่ในฐานะ “นักกฎหมายของรัฐ” มากกว่าการเป็น “นักการเมืองผู้โต้ตอบทางการเมือง”
ซึ่งอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ “ภาพลักษณ์” ของเขายังคงได้รับการยอมรับจากหลายฝ่าย
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า…นายปกรณ์จะกลายเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายคนสำคัญของรัฐบาลชุดนี้หรือไม่? แต่คือ…เขากำลังถูกวางบทบาทให้เป็น “ผู้จัดการความชอบธรรมของรัฐบาล” ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้านหรือเปล่า?
หากคำตอบที่ได้รับจากสังคมไทย นั่นคือ…ใช่!
บทบาทของเขาในอนาคตคงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตีความกฎหมาย หากแต่จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยประคับประคองความเชื่อมั่นต่อการบริหารประเทศในห้วงเวลาที่เปราะบางที่สุดของรัฐบาลชุดนี้.






