กำหนดให้คนไทยเชื่อ!!??

(เมื่อ “ความจริงทางเศรษฐกิจ” ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว! การเมืองจึงเป็นผู้เลือกว่าประชาชนควรเชื่อแบบใด?)
วิกฤตราคาน้ำมัน และการแก้ไขปัญหาของ “ผู้ถืออำนาจรัฐ” อาจไม่ได้เป็นเพียงปัญหาแบบปกติ? แต่มันคือ…สนามต่อสู้ของ “ความหมาย” ระหว่าง…ภาครัฐที่อ้างความรับผิดชอบระยะยาว กับฝ่ายค้านที่ตอกย้ำความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ประเด็นที่คนไทยควรคิดต่อ นั่นคือ…ใครกันที่กำลังนิยามความจริงให้สังคมไทยได้เชื่อถือ!!!
สถานการณ์ “ข่าวฮาร์ดคอร์” ที่คนไทยสนใจมากที่สุดนยามนี้ คงไม่พ้นประเด็นข่าวในเชิง…เศรษฐกิจการเมือง ที่ผูกโยงประเด็นไฟสงครามตะวันออกกลาง ดันราคาพลังงานในตลาดโลกสูงระยิบ กับมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ
ล่าสุด กับ “วิวาทะการเมือง” ในรัฐสภา ระหว่าง…น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.พรรคประชาชน กับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กลายเป็นประเด็นที่ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ต้องหยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์ถึง…
ท่ามกลางภาวการณ์ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก สิ่งที่เกิดขึ้นในสภาฯไม่ได้เป็นเพียงการอภิปรายเชิงนโยบายเศรษฐกิจ หากแต่เป็นการต่อสู้กันเพื่อ “กำหนดความจริง” ว่า…อะไรคือทางออกที่ถูกต้องสำหรับประเทศ?
การถกเถียงเรื่องการลดภาษีน้ำมันดีเซล หรือการใช้กองทุนน้ำมัน จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการสร้างความหมายให้กับวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น!
น.ส.ศิริกัญญา แกนนำฝ่ายค้าน พยายามนิยามความจริงชุดหนึ่งว่า…ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น คือ ภาระโดยตรงของประชาชน รัฐควรลดภาษีเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทันที ความจริงในกรอบนี้…มี “จุดศูนย์กลาง” อยู่ที่ “ชีวิตประจำวัน” ของผู้คน
ยิ่งน้ำมันแพง ค่าเดินทางสูง ค่าครองชีพก็เพิ่มขึ้น ความเดือดร้อนจึงเป็นสิ่งที่จับต้องได้ และการลดภาษีถูกเสนอให้เป็นคำตอบที่ตรงไปตรงมา รวดเร็ว และเป็นรูปธรรม
ในทางกลับกัน ตัวแทนรัฐบาล โดยเฉพาะคำชี้แจงของ รองนายกฯเอกนิติ ที่ได้พยายาม…นิยาม “ความจริงอีกแบบหนึ่ง?” ว่า…การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ไม่ได้เป็นเพียงการลดราคาพลังงาน แต่คือ…การตัดทอนรายได้ของรัฐที่ใช้สำหรับระบบสาธารณสุขและบริการสาธารณะอื่น ๆ
ความจริงในกรอบนี้ ไม่ได้มองแค่ราคาน้ำมันในวันนี้ แต่เชื่อมโยงไปถึง “ต้นทุนของรัฐสวัสดิการ” ในระยะยาว
จุดที่น่าสนใจคือ ทั้ง 2 ฝ่ายต่างไม่ได้พูดสิ่งที่ผิด! แต่กำลัง “เลือกบางส่วนของความจริง” มานำเสนอ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับนโยบายของตนเอง
ฝ่ายค้าน…เลือกขยายภาพความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ขณะที่ รัฐบาล..0เลือกขยายภาพผลกระทบเชิงโครงสร้าง
ความจริงทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้เป็นสิ่งตายตัว แต่เป็นสิ่งที่ถูกจัดวาง เลือกเน้น และสื่อสารอย่างมีเป้าหมาย
การที่รัฐบาลเชื่อมโยงการลดภาษีน้ำมัน เข้ากับงบประมาณด้านการรักษาพยาบาล ถือเป็นการ “รีเฟรม” ประเด็นอย่างมีนัยสำคัญ!!??
นั่นเพราะสิ่งนี้…มันได้เปลี่ยนคำถามจาก “จะช่วยลดค่าครองชีพหรือไม่?” ไปเป็น “จะยอมให้ระบบสาธารณสุขได้รับผลกระทบหรือไม่?”
นี่คือ…การย้ายสนามการถกเถียงจากเศรษฐกิจในชีวิตประจำวัน ไปสู่…ความมั่นคงของรัฐในภาพรวม
ทำให้ประชาชนต้องชั่งน้ำหนักใหม่ว่า…อะไรสำคัญกว่ากัน!!!
ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายค้าน…ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ข้อเสนอเชิงนโยบาย แต่พยายามสร้างภาพว่า…รัฐบาลกำลังหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ เช่น การเลือกใช้พระราชกำหนดแทนพระราชบัญญัติในการโอนงบประมาณ
การตั้งคำถามลักษณะนี้ ไม่ได้มุ่งโจมตีตัวเลขงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่พุ่งไปที่ “ความชอบธรรมทางการเมือง” ของกระบวนการตัดสินใจ
นั่นหมายความว่า…การต่อสู้เรื่องความจริงทางเศรษฐกิจ ได้ขยายไปสู่การต่อสู้เรื่องอำนาจและความโปร่งใส เสียแล้ว???
เมื่อพิจารณาในกรอบเศรษฐกิจการเมือง จะเห็นได้ว่า…ทรัพยากรของรัฐ เช่น ภาษี งบประมาณ หรือกองทุนน้ำมัน ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางเทคนิค แต่เป็น “พื้นที่ของการจัดสรรอำนาจ”
การจะลดภาษีหรือไม่? จึงไม่ใช่แค่คำถามที่ว่า…รัฐสูญเสียรายได้เท่าไร?
แต่คือคำถามว่า…ใครจะเป็นผู้ได้ประโยชน์? และใครจะเป็นผู้แบกรับต้นทุน?
ดังนั้น การตัดสินใจทางเศรษฐกิจทุกครั้ง…จึงมีผู้ชนะและผู้แพ้เสมอ!!??
การอธิบายว่า…วิกฤตพลังงานเป็นผลจากสถานการณ์โลก เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการสร้างความหมายทางการเมือง เพราะช่วยลดแรงกดดันต่อรัฐบาลในประเทศ
โดยทำให้ปัญหาถูกมองว่า…เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
ขณะเดียวกัน ก็เปิดพื้นที่ให้รัฐบาลเสนอภาพของตนเอง ในฐานะ “ผู้บริหารวิกฤต” ที่ต้อง “รักษาสมดุล” ระหว่าง…การช่วยเหลือประชาชนกับการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเชิงระบบในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การสร้างความจริงเชิงโครงสร้าง อาจไม่สามารถเอาชนะความรู้สึกของประชาชนได้เสมอไป เพราะสำหรับคนจำนวนมาก ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวัน คือ…ประสบการณ์ตรงที่จับต้องได้
ขณะที่ ผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขในอนาคต ยังเป็นสิ่งที่จะไม่เกิดขึ้นในทันที!!!
และนี่…จึงทำให้การต่อสู้ทางการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในสภาฯ แต่เกิดขึ้นใน “การรับรู้ของสาธารณะ” ว่า…จะเลือกเชื่อความจริงแบบใดกันแน่ !!??
ในท้ายที่สุด คำถามตัวโต ๆ จึงไม่ใช่แค่ว่า…การลดภาษีน้ำมันดีเซล เป็นนโยบายที่ถูกหรือผิด?
แต่คือ…ใครสามารถทำให้สังคมเชื่อได้ว่า “ความจริง” ของตนเองคือ..ความจริงที่ควรยึดถือ?
เพราะในโลกของเศรษฐกิจการเมือง ความจริง…ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว!!!
หากแต่ถูกสร้างขึ้นผ่าน…การเลือก การเน้น และการสื่อสารของผู้มีอำนาจ และ ผลลัพธ์ของการต่อสู้ครั้งนี้ จะเป็นตัวกำหนดไม่เพียงนโยบายพลังงาน แต่ยังรวมถึงทิศทางของรัฐและความเชื่อมั่นของประชาชนคนไทยในระยะยาวอีกด้วย!!!.






