กระสุนเศรษฐกิจ!!??

(อ้อน สว. โอนงบ 1.03 หมื่นล้าน…‘รัฐบาลอนุทิน’ วางแผนเตรียมรับศึกครึ่งปีหลัง)
การโอนงบประมาณ 1.03 หมื่นล้านบาท อาจไม่ใช่เพียงการปรับตัวเลขในบัญชีงบประมาณ แต่สะท้อนว่ารัฐบาลกำลังเตรียม “กระสุนทางการคลัง” รับมือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ที่ยังรออยู่ข้างหน้า
งบโอน…ไม่ใช่งบใหม่ :
การที่วุฒิสภาเริ่มพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วงเงิน 10,300 ล้านบาท แม้ตัวเลขจะไม่มากเมื่อเทียบกับวงเงินงบประมาณทั้งประเทศ แต่กลับเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนทิศทางการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ชี้แจงว่า…งบดังกล่าวไม่ได้เป็นการของบเพิ่มเติม แต่เป็นการโอนงบจากรายการที่ยังไม่มีการเบิกจ่าย ไม่มีข้อผูกพัน หรือสามารถชะลอการดำเนินงานได้ เช่น ค่าอบรม สัมมนา ประชาสัมพันธ์ การเดินทางไปราชการต่างประเทศ รวมถึงโครงการลงทุนที่ยังไม่สามารถเปิดประมูลได้ ไปไว้ใน “งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น”
กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐบาลไม่ได้เพิ่มภาระงบประมาณ แต่กำลังเปลี่ยน “เงินที่ยังใช้ไม่ได้” ให้กลายเป็น “เงินที่พร้อมใช้”
เงินสดสำคัญกว่าตัวเลข :
สาระสำคัญของการโอนงบครั้งนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่วงเงิน 10,300 ล้านบาท แต่อยู่ที่การเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารการคลัง
นั่นเพราะ…งบกลางเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลสามารถนำไปใช้ได้รวดเร็วกว่างบปกติ เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ โดยไม่ต้องรอกระบวนการจัดสรรงบประมาณใหม่ทั้งหมด
นั่นก็หมายความว่า…หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ มาตรการเยียวยาประชาชน หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลจะมีเครื่องมือพร้อมใช้งานทันที!!!
ในภาวะที่เศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน? เช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน “สภาพคล่องทางการคลัง” จึงมีความสำคัญไม่แพ้เม็ดเงินงบประมาณเอง
รัฐบาลกำลังมองเห็นอะไร? :
คำชี้แจงของรัฐบาล มีคำสำคัญปรากฏซ้ำหลายครั้ง ได้แก่…วิกฤตเศรษฐกิจ ปัจจัยภายในประเทศ ปัจจัยภายนอกประเทศ การฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการช่วยเหลือประชาชน
ทั้งหมดสะท้อน ภาพที่รัฐบาลกำลังประเมินสถานการณ์ของประเทศ ในทำนอง…ครึ่งปีหลังของปีงบประมาณ 2569 จะเป็นช่วงที่ต้องเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน!!!
ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การส่งออกที่ยังมีความเสี่ยง ผลกระทบจากมาตรการการค้าระหว่างประเทศ การชะลอตัวของการลงทุน ตลอดจนภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน
เมื่อ “ปัจจัยเสี่ยง” เพิ่มขึ้น! การมี “กระสุนสำรอง” จึงกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาล!!??
สัญญาณทางการเมืองที่ซ่อนอยู่ :
อีกประเด็นที่น่าสนใจ นั่นคือ ภาพทางการเมืองที่รัฐบาลส่งออกมา ขณะที่ นายกฯอนุทิน นำทีมมาเป็น “ผู้แถลง” หลักการด้วยตนเอง อีกด้านหนึ่ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ก็เข้าร่วมชี้แจงและขอความเห็นชอบจากวุฒิสภา
ภาพดังกล่าวสะท้อนความพยายามแสดงให้เห็นว่า กลไกการบริหารประเทศยังเดินหน้าต่อเนื่อง และทีมเศรษฐกิจกำลังเข้ามามีบทบาทนำในการรับมือสถานการณ์
ขณะเดียวกัน การเลือกตัดงบจากรายการอบรม สัมมนา การประชาสัมพันธ์ การเดินทางต่างประเทศ และโครงการที่ยังไม่เริ่มดำเนินการ ยังช่วยลดแรงเสียดทานทางการเมือง เพราะไม่ได้แตะงบสวัสดิการหรือโครงการที่ประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรง
ถือเป็นการบริหารทั้ง “งบประมาณ” และ “ความรู้สึกของสังคม” ไปพร้อมกัน!!!
คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ :
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลยังไม่ได้อธิบายอย่างชัดเจน คือ เงิน 10,300 ล้านบาทนี้ จะถูกนำไปใช้กับภารกิจใดเป็นลำดับแรก???
แม้จะระบุว่า…เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มีรายละเอียดว่า…จะใช้กับมาตรการใด? ภาคส่วนใด? หรือกำหนดตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ไว้อย่างไร?
ประเด็นนี้อาจกลายเป็นคำถามสำคัญของฝ่ายค้าน รวมถึง สังคมในระยะต่อไป เพราะงบกลางมีความคล่องตัวสูง จึงยิ่งต้องมีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้มากขึ้น
กระสุนที่ยังไม่ถูกยิง :
การโอนงบครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการโยกตัวเลขในเอกสารงบประมาณ หากแต่เป็น การเตรียม “กระสุนทางการคลัง” ไว้รองรับสถานการณ์ที่รัฐบาลคาดว่าอาจเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า…รัฐบาลจะได้รับงบกลางเพิ่มหรือไม่? เพราะมีแนวโน้มว่า…จะผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา ค่อนข้างจะชัวร์ แต่ที่น่าสนใจ ก็คือ…
รัฐบาลกำลังเตรียมกระสุนไว้ยิงเป้าหมายใดกันแน่!!??
หากเป็นการรับมือภัยพิบัติ เยียวยาประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างตรงจุด งบก้อนนี้ ย่อมเป็น…“เครื่องมือสำคัญ” ในการประคับประคองเศรษฐกิจไทย!!!
แต่หากการใช้จ่ายยังขาดความชัดเจน หรือไม่สามารถอธิบายผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้ งบกลาง 10,300 ล้านบาท ก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกตั้งคำถามทางการเมืองในอนาคต
เพราะในช่วงเวลาที่ เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอน? เช่นนี้…
“ความเชื่อมั่น” ก็น่าจะเป็น…กระสุนอีกชนิดหนึ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องมีควบคู่ไปกับงบประมาณ
และ ความเชื่อมั่นนั้นจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อทุกบาททุกสตางค์ สามารถอธิบายได้ว่า…รัฐบาลได้นำไปใช้เพื่อการใด? และเกิดผลต่อประชาชนอย่างแท้จริงได้อย่างไร!!!.






