เตือน! กัมพูชาอย่ายืมมือโลก…กดดันไทย

“สีหศักดิ์” ส่งสัญญาณแรง! กลางเวทีอาเซียน เตือน! กัมพูชาอย่าคิดแทรกแซงกิจการภายในของไทย ย้ำชัด! ห้ามดึง “บุคคลที่สาม” เข้ามาในข้อพิพาททวิภาคี ชี้! สถานการณ์ความสัมพันธ์ 2 ประเทศกำลังถูกทดสอบท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจ การเมือง และเวทีระหว่างประเทศ
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในช่วงเวลานี้ กำลังเผชิญภาวะตึงเครียดทางการเมืองและการทูตอีกครั้ง!
ภายหลังจากที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศของไทย ได้แสดงท่าทีชัดเจนระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม
โดย รมว.ต่างประเทศของไทย ระบุว่า…ฝ่ายไทยต้องการเดินหน้าแก้ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ แต่กลับเห็นว่ากัมพูชามีท่าทีเหมือน “เดินถอยหลัง” และพยายามนำข้อพิพาทเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศ
ถ้อยแถลงดังกล่าวสะท้อนแนวคิดหลักของไทย ที่ต้องการให้ข้อพิพาทระหว่าง 2 ประเทศ ต้องถูกแก้ไขในกรอบทวิภาคี โดยเฉพาะผ่าน “กลไก” คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) ซึ่งเป็นช่องทางที่ทั้ง 2 ฝ่ายเคยใช้ร่วมกันมาก่อนในการปักปันเขตแดนและลดความขัดแย้งตามแนวชายแดน
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทย ย้ำว่า…การประชุมดังกล่าวจำเป็นต้องรอความชัดเจนทางการเมืองภายในประเทศเสียก่อน (มีรัฐบาลชุดใหม่) จึงจะสามารถเดินหน้าต่อได้
ในอีกด้านหนึ่ง ไทยแสดงความไม่สบายใจต่อความเคลื่อนไหวของกัมพูชา ที่พยายามนำประเด็น…ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศ ตั้งแต่…
องค์การสหประชาชาติ ยูเนสโก ไปจนถึงศาลโลก
ซึ่งในมุมมองของไทย มองว่า…พฤติกรรมดังกล่าว อาจทำให้การแก้ไขปัญหามีความซับซ้อนและยืดเยื้อยิ่งขึ้น!!??
กรณีล่าสุด! ที่กำลังกลายเป็น ประเด็นทางการทูต นั่นคือ…การที่ สมาชิกรัฐสภากัมพูชา ร้องขอต่อฝ่ายเกาหลีใต้ให้พิจารณา “ไม่ขาย” เครื่องบินรบให้กับประเทศไทย
ซึ่งฝ่ายไทยมองว่าเป็น…การแทรกแซงกิจการภายในและเป็นการพยายามดึงบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทวิภาคีโดยไม่จำเป็น
คำเตือนจาก รมว.ต่างประเทศของไทย ครั้ง นี้จึงไม่ใช่เพียง…ถ้อยแถลงเชิงการทูตธรรมดา!!! แต่เป็นสัญญาณว่า…รัฐบาลไทยกำลังพยายามกำหนดกรอบของปัญหาให้กลับมาอยู่ในระดับ 2 ประเทศ เพื่อไม่ให้กลายเป็นประเด็นในเวทีระหว่างประเทศ ที่อาจ “เปิดช่อง” ให้…ประเทศอื่นหรือองค์กรระหว่างประเทศ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น
ในเชิงยุทธศาสตร์ ไทยเลือกใช้แนวทางที่ เน้นการควบคุมสถานการณ์ผ่านกลไกทวิภาคี พร้อมกับใช้ มาตรการทางเศรษฐกิจและการบริหารชายแดนเป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดันทางอ้อมต่อกัมพูชา
เช่น การควบคุมการเปิดด่านชายแดน การทบทวนเงื่อนไขแรงงานต่างด้าว และการกำกับการค้าชายแดนในบางพื้นที่
ทั้งหมด…ล้วนเป็นมาตรการกดดันที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของกัมพูชาไม่น้อย เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับประเทศไทยอย่างใกล้ชิด
ในด้านแรงงาน กัมพูชามีแรงงานจำนวนมากทำงานอยู่ในประเทศไทย และรายได้จากแรงงานเหล่านี้ ถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของครัวเรือนจำนวนมากในประเทศ หากมีการจำกัดหรือไม่ต่อใบอนุญาตทำงาน ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากของกัมพูชาโดยตรง
ขณะเดียวกัน การค้าชายแดนระหว่าง 2 ประเทศมีมูลค่าหลายแสนล้านบาทต่อปี โดยฝั่งกัมพูชาพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากไทยจำนวนมาก ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค พลังงาน และวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรม
ดังนั้น มาตรการควบคุมการค้าชายแดนจึงกลายเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่มีน้ำหนักพอสมควรในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
ในอีกด้านหนึ่ง กัมพูชาพยายามใช้…เวทีระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางการเมือง โดยการ หยิบยกประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทชายแดนหรือมรดกทางวัฒนธรรมขึ้นสู่เวทีโลก ซึ่งเป็นแนวทางที่กัมพูชาเคยใช้มาแล้วในอดีต และสามารถสร้างแรงสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศได้ในบางกรณี
แนวทางดังกล่าวสะท้อนยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน! ระหว่าง…
ประเทศไทย ซึ่งต้องการรักษากรอบการแก้ไขปัญหาในระดับทวิภาคี
กับ…กัมพูชา ที่พยายาม “เปิดพื้นที่” ของปัญหา ให้กว้างขึ้นในเวทีโลก
สถานการณ์นี้ ยังเชื่อมโยงกับปัจจัยภายในประเทศของทั้ง 2 ฝ่าย???
สำหรับไทย…ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายใ นทำให้รัฐบาลเลือกใช้แนวทาง “ชะลอการเจรจา” จนกว่าจะมีความชัดเจนทางการเมือง
ขณะที่ กัมพูชา ประเด็นความสัมพันธ์กับไทยมักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองภายในเพื่อสร้างกระแสชาตินิยมและความเป็นเอกภาพในประเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้ความตึงเครียดจะเพิ่มขึ้น แต่โอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งทางทหารระหว่าง 2 ประเทศ ยังถือว่ามีน้อย? เนื่องจาก…ทั้งไทยและกัมพูชาเป็นสมาชิกอาเซียน และต่างมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันจำนวนมาก
การปะทะกันอย่างเปิดเผยย่อมสร้างผลกระทบต่อทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงเสถียรภาพของภูมิภาคโดยรวม
แนวโน้มที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด! ในระยะต่อจากนี้ นั่นคือ…การดำเนินเกมการทูตและเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง
โดยทั้ง 2 ประเทศจะยังคงรักษาท่าทีแข็งกร้าวในเชิงการเมือง แต่จะพยายามหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้งให้เกินจุดควบคุม
ท่าทีของ นายสีหศักดิ์ ในครั้งนี้ จึงอาจถูกมองว่าเป็น…การส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ไปยังกัมพูชา ทำนอง…ประเทศไทยยังคงเปิดประตูสำหรับการฟื้นฟูความสัมพันธ์
แต่เงื่อนไขสำคัญ คือ…การแก้ไขปัญหาต้องอยู่ในกรอบของการเจรจาระหว่างสองประเทศ ไม่ใช่การดึงเวทีระหว่างประเทศเข้ามาเป็นเครื่องมือทางการเมือง
ในบริบทของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่กำลังเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจและความมั่นคงหลายด้าน???
ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ 2 ประเทศเท่านั้น หากยังสะท้อนบททดสอบสำคัญของการจัดการความขัดแย้งภายในอาเซียนว่าจะสามารถรักษาเสถียรภาพของภูมิภาคไว้ได้มากเพียงใด!!??.






