คบจีนได้? แต่อย่าให้กำหนดเกมไทย!

การเยือนไทยของ “หวัง อี้” ไม่ใช่แค่พิธีการทูต แต่เป็น “สัญญาณเชิงยุทธศาสตร์” กับโลกที่กำลังแบ่งขั้ว และห้วงที่ไทยกำลังยืนอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่าง…โอกาสทางเศรษฐกิจ กับแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์คำถามสำคัญคงไม่พ้น ไทยอยู่ในจุดของ “ความร่วมมือ” หรือกำลังถูก “กำหนดทิศทาง” จากมหาอำนาจ?

ในห้วงเวลาที่ การเมืองภายในของไทย ยังมีความไม่แน่นอน? โดยเฉพาะปมที่ ศาลฎีกานัดฟังคำสั่งคดีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยื่นคำร้องต่อ ขอให้วินิจฉัยการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กับ 44 สส.พรรคก้าวไกล (บางส่วนของพรรคประชาชน) ในวันนี้

คอการเมือง โดยเฉพาะ “ด้อมส้ม” นั่งลุ้นกันคอเหนียว ว่า…ศาลฎีกาจะมีคำวินิจฉัย/คำสั่งอย่างไร???

อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทย กำลัง “ถูกจับตามอง” จากโลกตะวันตก โดยเฉพาะ “กรุงวอชิงตัน” ทันทีที่ นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผอ.สำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ รมว.ต่างประเทศ เดินทางเยือนไทย ระหว่างวันที่ 23 – 25 เมษายน 2569

ในฐานะ “แขกคนสำคัญ” ของกระทรวงการต่างประเทศ

การเดินทางเยือนไทยของ นายหวัง อี้ ไม่ได้เป็นเพียงภาพของความสัมพันธ์อันดีระหว่าง 2 ประเทศ หากแต่สะท้อน…การเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ของ “มหาอำนาจ” ที่กำลัง “ปรับหมาก” การเมืองระหว่างประเทศ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จังหวะเวลานี้สำคัญ เพราะ…โลกกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนหลายด้าน ทั้ง…ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง การแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน รวมถึง การจัดระเบียบความมั่นคงใหม่ในอินโด-แปซิฟิก

ภายใต้บริบทนี้ ไทยไม่ใช่เพียง “ประเทศหนึ่งในอาเซียน” แต่เป็น “จุดยุทธศาสตร์” ที่ “มหาอำนาจ” ต่างจับตามอง ชนิดไม่กระพริบตา!!!

การมาของ นายหวัง อี้ จึงต้อง “อ่านเกม” ให้ลึกกว่าคำว่า…“ขยายความร่วมมือ”

นั่นเพราะ…สิ่งที่จีนต้องการ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของการค้า การลงทุน หรือโครงการโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังรวมถึง…การสร้าง “ความต่อเนื่องทางอิทธิพล” ในระดับภูมิภาคนี้

โดยเฉพาะ กับประเทศที่มีศักยภาพเป็น “ตัวกลาง” เชื่อมโยงระหว่างแผ่นดินใหญ่กับทะเล เช่น ไทย

ในมุมของไทย ความสัมพันธ์กับจีน มีความจำเป็นทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะจีน…เป็นทั้งคู่ค้าอันดับต้น นักลงทุนรายสำคัญ และแหล่งนักท่องเที่ยวหลัก

ดังนั้น การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับ แผ่นดินใหญ่ จึงเป็นเรื่องของ “ผลประโยชน์เชิงรูปธรรม” ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยตรง

แต่ในสายตาของสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรตะวันตก นั้น การเคลื่อนไหวของไทยในช่วงนี้ ได้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด แม้ไทยจะยังคงเป็น “พันธมิตรเก่าแก่” ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ ก็ตาม นั่นเพราะ…ไทยถูกมองว่า…กำลังใช้ยุทธศาสตร์ “ถ่วงดุล” ระหว่าง “2 มหาอำนาจ”

แม้จะเป็น…แนวทางที่ยืดหยุ่น แต่สหรัฐอเมริกาและตะวันตก ก็ยังคงมีคำถามกับไทย ทั้งเรื่อง “ความชัดเจน” และ “ความน่าเชื่อถือ” ในระยะยาว

สิ่งที่สหรัฐฯ กังวลไม่ใช่การที่ไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน หากแต่เป็นความเป็นไปได้ที่จีนจะมีบทบาทเชิงลึกในโครงสร้างยุทธศาสตร์ของไทยมากเกินไป???

ไม่ว่าจะเป็น…โครงการโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีดิจิทัล ความมั่นคงไซเบอร์ หรือแม้แต่ท่าทีของไทยในเวทีระหว่างประเทศ เองก็ตามที

ในวันที่โลกกำลัง “แบ่งขั้ว” กันมากยิ่งขึ้น! ประเทศที่พยายาม “อยู่ตรงกลาง” จะถูกกดดันให้เลือกข้างมากขึ้นไปโดยปริยาย

และนี่คือ…ความท้าทายที่ไทยต้องเผชิญ!!??

หากจีนเพิ่มแรงกดดันผ่านเครื่องมือทางเศรษฐกิจ เช่น การลงทุน การค้า หรือความร่วมมือด้านพลังงาน ไทยก็อาจจะตกอยู่ในภาวะที่ต้อง “เกรงใจ” จีน ในประเด็น “อ่อนไหว” ทางการเมืองระหว่างประเทศ เช่น ไต้หวัน ทะเลจีนใต้ หรือความร่วมมือทางทหารกับประเทศตะวันตก

อาจส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของไทยในสายตานานาชาติ!!!

ในอีกด้านหนึ่ง หากไทยถูกมองว่า…ใกล้ชิดจีนมากเกินไป แม้สหรัฐฯอาจไม่ตัดความสัมพันธ์โดยตรง แต่จะค่อย ๆ ปรับลดระดับความไว้วางใจ และหันไปลงทุนทางยุทธศาสตร์กับประเทศอื่นในภูมิภาคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น…เวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซีย

ซึ่งนั่น….อาจทำให้ไทย ต้องสูญเสียโอกาสในระยะยาว ทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ

ประเด็นสำคัญ จึงไม่ใช่การเลือก “คบจีนหรือคบสหรัฐฯ?” แต่คือ…การกำหนด “ขอบเขตของความสัมพันธ์” อย่างมีสติและมีอำนาจต่อรองอย่างแท้จริง!!??

ไทยสามารถคบจีนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ แต่ต้องไม่ปล่อยให้ความร่วมมือดังกล่าว “ล้ำเส้น” ไปสู่การกำหนดท่าทีทางยุทธศาสตร์ของประเทศ

เพราะหากไปถึงจุดนั้น ไทยจะไม่ได้เป็น “ผู้เล่น” ที่กำหนดเกมเองได้อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นเพียง “ตัวแปร” ในเกมของมหาอำนาจ เท่านั้น

ในโลกที่ความไม่แน่นอน กลายเป็น “เรื่องปกติ!” ประเทศที่อยู่รอดได้…จะไม่ใช่ประเทศที่เลือกข้างได้เร็วที่สุด!

แต่คือ…ประเทศที่ “รักษาสมดุล” ได้ดีที่สุด และรู้ว่า…“เส้นแบ่ง” ของตนเองอยู่ตรงไหนในสถานการณ์นี้???

คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า…ไทยจะร่วมมือกับจีนหรือไม่? แต่คือ…ไทยยังเป็น “ผู้กำหนด” ทิศทางของตนเอง ได้จริงๆ อยู่หรือเปล่า??? เท่านั้นเอง!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password