นายกฯขอโทษ! ‘ปมน้ำมันป่วน’ ยัน…สำรองพอ คุมวิกฤตได้

“นายกฯอนุทิน” ยอมรับประเมินสถานการณ์คลาดเคลื่อน พร้อมขอโทษประชาชน ย้ำ! ไทยมีน้ำมันเพียงพอใช้ได้ทั้งปี ย้ำ! ระบบสำรองยังมั่นคง วอนคนไทย…ลดตื่นตระหนก ชี้! หาก 10 ล้านครอบครัวไทยช่วยประหยัดวันละ 1 ลิตร เซฟได้กว่า 400 ล้านบาทต่อวัน
วันนี้ (28 มีนาคม 2569) ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยทีมเศรษฐกิจ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ จัดเวที “Meet the Press” หัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” โดยมีสื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ และผู้สนใจจำนวนมากเข้าร่วมรับฟังการแถลงข่าว
นายอนุทิน กล่าวขออภัยประชาชนต่อสถานการณ์ความปั่นป่วนของราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา พร้อมยอมรับว่า รัฐบาลประเมินสถานการณ์ในระยะแรกคลาดเคลื่อน โดยในช่วง 15 วันแรก รัฐบาลได้ตัดสินใจตรึงราคาน้ำมันเพื่อบรรเทาผลกระทบให้ประชาชนสามารถปรับตัวได้ แต่เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มยืดเยื้อ จึงจำเป็นต้องปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ก่อนจะย้ำว่า ประเทศไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน โดยมีกฎหมายรองรับการสำรองน้ำมัน และรัฐบาลได้เจรจาจัดหาน้ำมันดิบจากผู้ผลิตหลายประเทศเพิ่มเติม ขณะที่เส้นทางขนส่งสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซยังสามารถใช้งานได้
ทั้งนี้ หากครอบครัวคนไทยกว่า 10 ล้านครอบครัว สามารถลดการใช้น้ำมันลงวันละ 1 ลิตร จะช่วยประหยัดได้กว่า 10 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 400 ล้านบาทต่อวัน พร้อมระบุว่า หากรวมกับมาตรการนำเข้าน้ำมันเพิ่มเติม และการลดการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สปป.ลาว ประมาณวันละ 5 ล้านลิตร จะทำให้มีปริมาณสำรองเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 15 ล้านลิตรต่อวัน
นายอนุทิน กล่าวว่า ปัจจุบันความต้องการใช้น้ำมันของประเทศเพิ่มขึ้นจากภาวะตื่นตระหนก โดยมีการใช้สูงถึง 80-90 ล้านลิตรต่อวัน จากระดับปกติประมาณ 67 ล้านลิตรต่อวัน ดังนั้น หากประชาชนลดความวิตกและไม่กักตุน จะทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้
“ขอให้มั่นใจว่าเรามีน้ำมันเพียงพอสำหรับทั้งปี โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประชาชนจะมีน้ำมันใช้เดินทางได้อย่างแน่นอน” นายอนุทิน ระบุและย้ำว่า…
รัฐบาลจะดำเนินการอย่างเข้มงวดกับผู้ที่กักตุน เอาเปรียบผู้บริโภค ปรับขึ้นราคาโดยไม่เหมาะสม หรือมีการลักลอบส่งออกน้ำมัน
ในส่วนของ ภาพรวมเศรษฐกิจ นายอนุทิน ได้ยืนยันต่อสื่อต่างประเทศ ว่า ประเทศไทยยังมีศักยภาพและไม่ได้อยู่ในภาวะ “คนป่วยแห่งเอเชีย” โดยโครงสร้างพื้นฐานยังแข็งแกร่ง และนักลงทุนต่างชาติยังมีความเชื่อมั่น
ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง กล่าวว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตระดับโลก รัฐบาลจึงต้องใช้กองทุนน้ำมันช่วยพยุงราคาในช่วงแรก ก่อนจะค่อยๆ ปรับเข้าสู่กลไกตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
“หากยังคงอุดหนุนราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้กองทุนน้ำมันขาดทุนโดยไม่จำกัด และเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำรอยปี 2540” นายเอกนิติ ย้ำ
ขณะที่ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน ระบุว่า การปรับราคาน้ำมันในประเทศเป็นไปตามกลไกตลาดโลก แม้จะเป็นน้ำมันในสต็อกเดิม
ส่วน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ประเทศ กล่าวว่า รัฐบาลได้เร่งดูแลความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่ขัดแย้ง และเจรจาหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติมเพื่อรองรับสถานการณ์โลก
ด้านการดูแลค่าครองชีพประชาชน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ยืนยันว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลราคาสินค้า โดยได้ทบทวนบัญชีสินค้าควบคุมจากเดิม 59 รายการ เป็น 66 รายการ พร้อมกำหนดให้สินค้าจำเป็นบางรายการต้องขออนุญาตก่อนปรับราคา และแจ้งรายละเอียดทั้งปริมาณและคุณภาพ เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงวิกฤต
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้าแล้วกว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ และได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนกว่า 400 เรื่อง โดยย้ำว่า จะดำเนินการอย่างเข้มงวดกับผู้ประกอบการที่เอาเปรียบผู้บริโภค พร้อมเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย” เพื่อลดราคาสินค้าจำเป็นและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะสั้น
สำหรับมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” แล้ว เชื่อว่า…การสื่อสารของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ สะท้อนการใช้ “ตัวเลข” เป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น โดยเฉพาะการยกตัวอย่างการประหยัดน้ำมันระดับครัวเรือน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดความตื่นตระหนกของประชาชน
ในเชิงนโยบาย รัฐบาลกำลังใช้แนวทางผสมระหว่างการเพิ่มปริมาณน้ำมันในระบบ และการควบคุมพฤติกรรมการใช้พลังงานของประชาชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า…ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปริมาณน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงพฤติกรรมการบริโภคที่เพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤต
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในระยะต่อไปจะอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่างการดูแลค่าครองชีพของประชาชน กับการรักษาวินัยทางการคลัง และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งประเด็นนี้ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ได้สอบทานจาก นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง แล้วเจ้าตัวยืนยันว่า…
การช่วยเหลือต้องมี “เส้นแดง” ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง โดยกำหนดกรอบและสัดส่วนชัดเจน โดย มาตรการด้านพลังงาน จะเน้นช่วย “ดีเซล” ที่กระทบต้นทุนทั้งระบบ ขณะที่ เบนซินจะไม่ลดราคา แต่จะใช้แนวทางเดียวกับช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน กล่าวคือ รัฐบาลพร้อมจะเลือกช่วยเฉพาะกลุ่มอาชีพ เช่น ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ผ่านระบบดิจิทัล เพื่อให้ตรงเป้าหมายและไม่กระทบฐานะการคลัง.






