Go so big

(เมื่อ กกต. เลือกใช้ ‘คดีอาญา’ เป็นคำตอบ — เกมนี้…ไม่ใช่แค่เรื่อง QR แต่คือ… ‘ศึกความชอบธรรม!’)

ข้อพิพาทที่ควรจบด้วยคำอธิบาย กำลังถูก กกต. ยกระดับไปสู่คดีความในชั้นศาล? คำถามเรื่องความโปร่งใสกลายเป็นคดีข้อหาฉกรรจ์ และเดิมพันครั้งนี้ อาจไม่ใช่แค่…ผู้ถูกฟ้องทั้ง 6 คน หากแต่เป็น “ระดับความเชื่อมั่นต่อ” ทั้งกระบวนการเลือกตั้งที่ผ่านมา!!!

งานนี้…ดูทรงแล้ว ท่าจะ Go so big (ไปกันใหญ่) ชนิดไม่สนใจว่า…วลีนี้ จะถูกไวยากรณ์ภาษาอังกฤษหรือไม่? แต่ที่แน่ๆ ปมที่ “7 เสือ กกต.” หรือ คณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 7 คน มี “ใบสั่ง” สำนักงาน กกต. เดินหน้าแจ้งความดำเนินคดี ในหลายข้อหาฉกรรจ์ หากกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับบุคคลทั้ง 6 ราย

นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ (ดีโหวต ม.ศรีปทุม), นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ (CEO DomeCloud), นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย (ครูชัย เพจ M.I.B Marketing In Black), นายสมชัย ศรีสุทธิยากร (อดีต กกต.), นายพริษฐ์ วัชรสินธุ (โฆษกพรรคประชาชน) และ นายทรงพล เรืองสมุทร (หัวหน้าช่างภาพ spacebar)

กรณี…ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง และตั้งข้อสังเกตเรื่อง QR/บาร์โค้ด

ทันทีเรื่องนี้ กลายเป็นประเด็นข้อกฎหมายอาญาหลายมาตรา จึงได้เปลี่ยนสมรภูมิใหม่? จาก “การอธิบายกระบวนการ” ไปเป็น “การพิสูจน์ต่อหน้าศาล” โดยอัตโนมัติ!

และเมื่อ ศาลกลายเป็นเวทีคดีความ เรื่องนี้…จึงไม่ใช่แค่ใครผิดหรือถูก? แต่คือ…ใครจะรักษาความชอบธรรมไว้ได้มากกว่ากัน!!??

ฝั่ง กกต.มีเหตุผลในเชิงหลักการที่ชัดเจน! นั่นคือ…การปกป้องความลับของผู้ใช้สิทธิ และความมั่นคงของกระบวนการเลือกตั้ง

แหล่งข่าวใน กกต. ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า…การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายพยายามเชื่อมโยงข้อมูลบัตรเลือกตั้งกับตัวผู้ใช้สิทธิ ซึ่งเป็นสิ่งที่กฎหมายต้องคุ้มครองอย่างเคร่งครัด

การดำเนินคดี จึงเป็นการ “รักษามาตรฐาน” และ “สร้างบรรทัดฐาน” เพื่อไม่ให้เกิดการกระทำลักษณะนี้ในอนาคต

มองในมุมนี้ กกต.กำลังสื่อสาร ว่า…นี่ไม่ใช่การฟ้องปิดปากใคร แต่มันคือ…การปกป้องหลักการพื้นฐานของระบบเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูรายชื่อชองผู้ที่ถูกแจ้งความ ซึ่งมีทั้ง…อดีต กกต.ที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเลือกตั้ง นักการเมืองอนาคตไกล ที่มีฐานมวลชนจำนวนมหาศาล รวมถึง คนที่ทำหน้าที่เป็น…สื่อ, อินฟลูเอนเซอร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูล

เกมจึงไม่อาจจำกัดอยู่แค่ “กรอบกฎหมาย” ได้อีกต่อไป เพราะบุคคลเหล่านี้ ต่างมีฐานผู้ติดตาม มีพื้นที่สื่อ และมีความสามารถในการกำหนด “เรื่องเล่า (Narrative)” ต่อสาธารณะ อย่างมีนัยสำคัญ???

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร แสดงจุดยืนผ่านโซเชียลมีเดียในทำนอง…ขอให้ กกต.อย่าถอนแจ้งความ และพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะเมื่อเป็นคดีในศาล ฝ่ายจำเลยย่อมมีสิทธิใช้กระบวนการทางกฎหมายขอเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อต่อสู้คดี

อดีต กกต.รายนี้ มองว่า…การพิสูจน์ข้อเท็จจริงควรเกิดขึ้นในที่เปิดเผย

นัยยะของคำพูดนี้ ดูมีพลังทางการเมืองไม่น้อย เพราะมันพลิกภาพจาก “ผู้ถูกกล่าวหา” ให้กลายเป็น “ผู้เรียกร้องความโปร่งใส” ได้ทันที!!!

ขณะที่ “ไอติม” นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะ “โฆษกพรรคประชาชน” ก็แสดงท่าทีชัดว่า…ยินดีจะเข้าสู่กระบวนการและไม่เคยกลัวความจริง พร้อมย้ำว่า…การตั้งคำถามต่อกระบวนการเลือกตั้ง คือ…สิทธิของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

ถ้อยคำเช่นนี้ ทำให้คดีความได้ถูกยกขึ้นสู่ระดับ “สิทธิการตรวจสอบ” มากกว่าจะถูกจำกัดเป็นเพียงประเด็นทางเทคนิคอีกต่อไปแล้ว

ด้าน นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ผู้บริหารบริษัทด้านข้อมูล ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า…สิ่งที่เขาทำ คือ การตั้งคำถามและขอคำอธิบาย พร้อมสะท้อนว่า…การแจ้งความอาจทำให้สังคมไทยเกิดความรู้สึกเป็นกังวลมากขึ้น แทนที่จะช่วยคลี่คลายข้อสงสัยในพฤติกรรมของ กกต.???

จุดยืนนี้ มันได้ตอกย้ำภาพที่ว่า…ความขัดแย้งหลักอาจไม่ได้อยู่ที่ตัว QR แต่เป็น…วิธีการตอบสนองต่อคำถามของสาธารณะ

ดังนั้น คดีนี้…จึงมีมิติซ้อนกันอย่างน้อย 3 ชั้น!!??

ชั้นแรก คือ…มิติทางกฎหมาย ว่า…การกระทำเข้าข่ายความผิดตามบทบัญญัติจริงหรือไม่?

ชั้นที่ 2 คือ…มิติการเมือง ว่า…การใช้ข้อหาหลายมาตราในคราวเดียวจะถูกสังคมมองว่าเป็นการรักษาหลักการ หรือเป็นการใช้มาตรการที่เข้มข้นเกินจำเป็น?

และ ชั้นที่ 3 คือ…มิติเชิงสถาบัน ซึ่งลึกที่สุด! เพราะเกี่ยวพันกับความเชื่อมั่นระยะยาวต่อองค์กรที่ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง

ในเชิงกลยุทธ์! การตัดสินใจของ กกต.เปรียบเสมือนการเลือกเดินเกมแบบ “ยกระดับ” แทน “ลดแรงเสียดทาน”

ข้อดี คือ…แสดงความเด็ดขาด! และความจริงจัง…ในการคุ้มครองความลับของบัตรเลือกตั้ง

แต่ ข้อเสีย ก็คือ…สิ่งนี้ มันได้เปิดพื้นที่ให้ฝ่ายตรงข้าม ได้ใช้กระบวนการศาลและพื้นที่สื่อ เป็นเวทีตั้งคำถามเชิงโครงสร้างมากขึ้น

และยิ่ง คดีนี้…ถูก “จับตา” ในระดับประเทศมากเท่าใด? มันก็จะไป “เพิ่มต้นทุน” ทางความเชื่อมั่นให้สูงยิ่งขึ้นโดยไม่จำเป็น???

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า…ใครจะชนะคดี? แต่คือ…ระหว่างกระบวนการในชั้นศาลนั้น สังคมไทยจะตีความอย่างไร?

หากการสื่อสารของ กกต.สามารถอธิบายเชิงเทคนิคได้อย่างชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับหลักกฎหมาย ภาพขององค์กรที่ยืนหยัดปกป้องระบบก็อาจแข็งแรงขึ้น

กลับกัน…หากการสื่อสารล่าช้า ไม่ครบถ้วน หรือถูกมองว่า…ตอบแบบเลี่ยงคำถาม Narrative เรื่อง “ความตึงเครียดระหว่าง…“การคุ้มครองความลับ” กับ “สิทธิการตรวจสอบ” จะขยายตัวทันที!!!

ในจุดนี้…เกมจึงไม่ได้อยู่แค่ในสำนวนคดี หากแต่จะอยู่ในสนามความรับรู้ของสาธารณะ นั่นเพราะ…ความชอบธรรมขององค์กรอิสระ ไม่ได้วัดจากคำพิพากษาเพียงอย่างเดียว หากแต่วัดจากระดับ “ความไว้วางใจ” ที่ประชาชนมีต่อกระบวนการทั้งหมดมากกว่า

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้…มีศักยภาพ “ไปกันใหญ่” คงไม่ใช่เนื้อหาของ QR เพียงอย่างเดียว แต่มันคือ…จังหวะเวลาและบริบททางการเมืองที่กำลังอ่อนไหว!!??

การที่ข้อพิพาททางเทคนิค ได้ถูก “ยกระดับ” เป็นข้อกล่าวหาอาญา จึงทำให้เรื่องได้ถูกดึงเข้าสู่พื้นที่การเมืองโดยอัตโนมัติ

และเมื่อ ฝ่ายที่ถูกกล่าวหา มีฐาน “ผู้สนับสนุน” อยู่ทั่วประเทศ ดังนั้น สมรภูมิรบจึงย่อมไม่จำกัดอยู่ในห้องสอบสวนเพียงลำพังอีกต่อไป???

ท้ายที่สุด! นี่คือ…บททดสอบ 2 ด้าน

ด้านหนึ่ง คือ…บททดสอบของ “ผู้ถูกกล่าวหา” ว่า…การอ้างสิทธิในการตรวจสอบจะอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายได้อย่างไร???

อีกด้านหนึ่ง คือ…บททดสอบของ กกต. ว่า…จะสามารถรักษาสมดุลระหว่าง “การคุ้มครองความลับ” ของผู้ใช้สิทธิ กับ “การเปิดพื้นที่” ให้สังคมไทยตั้งคำถามได้มากเพียงใด???

เพราะเมื่อ กกต. เลือกใช้ “คดีอาญา” เป็นคำตอบของเรื่องนี้ คำถามที่ใหญ่กว่าตัวคดี ย่อมต้องมีตามมาเสมอ และเกมนี้…อาจไม่ได้ตัดสินกันที่คำพิพากษาเพียงอย่างเดียว

หากแต่…จะ ตัดสินกันที่ “ระดับความเชื่อมั่น” ของสังคมไทยต่อระบบเลือกตั้งทั้งระบบ!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password