สะตอโบเดีย!!??

(พฤติการณ์ ‘สะตอ’ จากแดนกัมพูชา เขย่าเกมการเมือง! แทรกแซงเลือกตั้งไทย)
จากพวง “สะตอ” คล้องคอ…ในตลาดภาคใต้ สู่ข้อกล่าวหาร้ายแรง! “กัมพูชาแทรกแซงกิจการไทย” ขณะที่การเมืองไทยกำลังเล่นกับภาษาสัญลักษณ์ จนเส้นแบ่งระหว่าง…การหาเสียง กับอธิปไตยของชาติ เริ่มพร่าเลือน? คำถามตัวโตๆ ตามมา นั่นคือ…ใครกันแน่ที่ “ตอแหล” กับความจริง???
วลี “สะตอ!” มีนนิ่ง…ในหมู่วัยรุ่นไทย เป็นอันรู้กัน คือ…ตอแหล!!!
พูดแบบ “ผู้ดี” มันคือ….พฤติกรรมการสื่อสารที่บิดเบือนความจริงอย่างมีเจตนา? โดยเลือกนำเสนอข้อมูลหรือท่าที…เฉพาะส่วนที่เอื้อต่อผลประโยชน์ของตน แต่หลีกเลี่ยงหรือปิดบังข้อเท็จจริง! นั่นเอง
วลีของ นายแก้ว เรมี รัฐมนตรีอาวุโสและประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา ที่จู่ๆ ก็ “โพล่ง!” ท่ามกลางไฟสงครามการสื่อสารระหว่างประเทศ ในทำนอง…
ถ้าไม่อยากให้เกิดการปะทะรอบ 3 “ไทย-กัมพูชา” คนไทยก็อย่าไปเลือกพรรคภูมิใจไทย
และหาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย แพ้เลือกตั้ง! 2 ประเทศ…จะไม่มีสงครามรอบใหม่!!??
สิ่งที่ รมต.อาวุโส กัมพูชา พูดเอาไว้…เป็นมากกว่า “การแทรกแซงทางการเมือง” ซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียน มีข้อตกลงร่วมกัน ว่า…จะไม่ประพฤติตนเช่นนี้
สิ่งที่ทำ…มันเกินกว่า “แทรกแซง” แต่เข้าข่าย…สะตอข้ามพรมแดน เป็น “สะตอโบเดีย!” โดยกำเนิดทีเดียว!!!
เหตุที่ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” หยิบเอาประเด็น “สะตอ” มาเชื่อมโยงกับ การแทรกแซงกิจการภายในของ รมต.อาวุโส กัมพูชา นั่นเพราะมันมีเหตุ???
เหตุจากที่ นายอนุทิน ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครหาเสียงในพื้นที่ภาคใต้ แล้วได้รับ “พวงสะตอ” จากชาวบ้าน ทำการคล้องคอกันมา พร้อมคำอวยพรให้ “ไปต่อ” ในทางการเมือง
หากมองอย่างเป็นธรรม! พฤติกรรมของชาวใต้ มันสะท้อนการเมืองภาคสนามในแบบที่คนไทยคุ้นชิน! ถือเป็นการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ ระหว่าง…นักการเมืองกับประชาชน
“สะตอ” ในบริบทนี้ คือ…ของพื้นบ้าน คือ…ความหวังดี และคือ…ภาษาทางใจที่ไม่มีพิษภัยใดๆ ต่อระบบการเมืองไทย!!!
แต่สถานการณ์กลับเปลี่ยนไปทันที! เมื่อถ้อยแถลงของ นายแก้ว เรมี รมต.อาวุโส จากกัมพูชา ปรากฏขึ้น! พร้อมกับ…การพาดพิงและชี้นำการเลือกตั้งไทยอย่างเปิดเผย
การสื่อสารจากนอกประเทศในลักษณะนี้ ไม่เพียงทำให้บรรยากาศการเมืองร้อนแรงขึ้น! หากยังดึง…สัญลักษณ์เล็กๆ อย่าง “สะตอ” เข้าไปอยู่ในบริบทที่เป็นมากกว่าที่เคยเป็น???
เพราะจาก “ฉากหน้า” ของการหาเสียง สังคมไทยถูกบังคับให้หันกลับมามอง “ฉากหลัง” ซึ่งก็คือคำถามใหญ่? เรื่อง “อธิปไตย”และ “การไม่แทรกแซงกิจการภายใน”
การออกมาระบุเป็นนัยว่า…พรรคการเมืองใด? ควรหรือไม่ควรชนะการเลือกตั้ง! เพื่อประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ
ถือเป็น…การสื่อสารที่ก้าวข้าม “มารยาทพื้นฐาน” ทางการทูต และในทางการเมืองแล้ว นี่ไม่ใช่แค่ความเห็นต่าง แต่คือ…พฤติกรรมการสื่อสารที่บิดเบือนความจริงอย่างมีเจตนา!!!
รมต.อาวุโส กัมพูชา เลือกนำเสนอข้อมูล หรือท่าทีเฉพาะส่วนที่เอื้อต่อผลประโยชน์ของตัวเขา โดยหลีกเลี่ยงหรือปิดบังข้อเท็จจริง! ที่อาจสร้าง “ต้นทุนทางการเมือง” ให้กับตนเองหรือประเทศตัวเอง!
ท่าทีของรัฐบาลไทยต่อประเด็นนี้ สะท้อนความพยายามรักษาสมดุลอย่างระมัดระวัง? โดย นายกฯอนุทิน ย้ำว่า…คนไทยมีวิจารณญาณ ไม่จำเป็นต้องให้ใครจากนอกประเทศมาชี้นำ และไม่เห็นความจำเป็นต้องยกระดับเรื่องนี้ไปถึงเวทีสหประชาชาติ
พร้อมชี้ให้เห็นว่า…การปิดด่าน, การรักษาอธิปไตย และการทำงานร่วมกับกองทัพ คือสิ่งที่รัฐบาลยึดถือมาโดยตลอด
ท่าทีเช่นนี้! สะท้อนความพยายาม “ไม่เปิดช่อง” ให้สถานการณ์ลุกลาม! เป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐ!!!
ขณะเดียวกัน ก็ไม่ยอม “ลดทอน” ศักดิ์ศรีของประเทศ!!??
อย่างไรก็ตาม เสียงจากฝั่งฝ่ายค้าน กลับตั้งคำถามต่อจังหวะและเจตนาของการสื่อสารจากกัมพูชา โดย นายรังสิมันต์ โรม รองหน.พรรคประชาชน ชี้ให้เห็นว่า…การออกมาพูดในช่วงใกล้การเลือกตั้ง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และอาจส่งผลต่อบรรยากาศการแข่งขันทางการเมืองภายในอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การตั้งคำถามเช่นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการโจมตีรัฐบาล หากแต่เป็นการ “เตือนสังคม” ให้ไม่มองข้ามความเสี่ยงจากการแทรกแซงเชิงวาทกรรม ซึ่งอาจ “บิด!” ทิศทางการตัดสินใจของประชาชนได้
ท่าทีของฝ่าย พรรคเพื่อไทย ผ่าน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หน.พรรคฯ ยิ่งตอกย้ำภาพเดียวกันว่า…ถ้อยแถลงจาก รมต.อาวุโส กัมพูชา ไม่ได้เป็นผลดีต่อทั้ง พรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาชนแต่อย่างใด?
พร้อมเรียกร้องให้ประชาชน อ่านเจตจำนงให้ลึก! เพราะใน โลก “การเมืองระหว่างประเทศ” ไม่มีใครพูดโดยไม่หวังผล? และไม่มีการสื่อสารใดที่ปราศจากนัยทางยุทธศาสตร์?
แต่น้ำหนักทางหลักการที่ชัดเจนที่สุด! น่าจะมาจาก ฝั่งการทูต โดย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ได้ออกมาย้ำว่า…
การแสดงความเห็นของ รมต.อาวุโส กัมพูชาเข้าข่ายการแทรกแซงกิจการภายในของไทย!!!
ขัดต่อมารยาทระหว่างรัฐ และขัดต่อหลักการพื้นฐานของอาเซียน
พร้อมเตือนให้ ฝ่ายกัมพูชา ระมัดระวัง! การใช้ถ้อยคำ เพราะความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ยังอยู่ในช่วงเปราะบาง และต้องอาศัยความยับยั้งชั่งใจจากทั้ง 2 ฝ่าย…
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่า…ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “สะตอ” ผักพื้นบ้านทางภาคใต้ของไทย หรือ “คำอวยพร” จากชาวบ้านในพื้นที่หาเสียง
หากแต่อยู่ที่ “สะตอโบเดีย” จากนอกประเทศ ที่อาจกลายเป็น…ตัวแทนของการสื่อสารที่วุ่นวาย ชี้นำ และแทรกแซงการเมืองไทย โดยไม่เหมาะสม
“สะตอ” ไม่ได้สร้างปัญหา? แต่พฤติกรรมของ รมต.อาวุโส กัมพูชา ที่เข้าข่าย “สะตอ(แหล!)” ต่างหาก…ที่จะเป็นปัญหา ผ่านการ “เขย่า!” เกมเลือกตั้ง 2569 ซึ่งสังคมไทยเอง…ไม่ควรมองข้าม
ในเชิงผลได้–ผลเสียทางการเมือง เกมนี้..ย่อมส่งผลแตกต่างกัน ต่อ “3 พรรคใหญ่”
พรรคภูมิใจไทย มีโอกาส “แปลง” แรงกดดัน! จากการถูกพาดพิง ให้กลายเป็น “แต้มต่อ” ด้านภาพลักษณ์การปกป้องอธิปไตย หากสามารถจะควบคุมการสื่อสาร…ไม่ให้บานปลาย
ขณะที่ พรรคเพื่อไทย ต้องแบกรับ “ต้นทุน” จากภาพพัวพัน “Uncle” โดยไม่ตั้งใจ และจำเป็นจะต้อง “ย้ำจุดยืน!” ความเป็นอิสระจากอิทธิพลภายนอกอย่างหนัก
ส่วน พรรคประชาชน การตั้งคำถามต่อ “การแทรกแซงกิจการภายใน” ได้ช่วยเสริมภาพการยืนข้าง “หลักการ” แต่ก็ต้องเดินบน “เส้นบาง” ระหว่าง…
การตรวจสอบ กับการไม่ถูกมองว่า “ใช้ประเด็นความมั่นคง” เป็นเครื่องมือทางการเมือง!!!
สุดท้าย! ผู้ที่เสี่ยงเสียหายมากที่สุดในเกมนี้ อาจไม่ใช่พรรคใดพรรคหนึ่ง? หากแต่คือ…ความเชื่อมั่นของสังคมไทยต่อระบบการเมืองไทย
หากยัง ปล่อยให้การสื่อสารที่บิดเบือนอย่างมีเจตนา จากทั้ง….ภายนอกประเทศหรือภายในประเทศ กลายเป็นตัวกำหนดทิศทางการเลือกตั้ง มากกว่า…นโยบาย, ความสามารถ และความรับผิดชอบต่อประเทศ
“สะตอ” ในตลาดพื้นที่หาเสียงของนักการเมือง ยังคงเป็นเพียง “สะตอ” ผักพื้นบ้านทางภาคใต้ของไทย แต่เมื่อ “สะตอจากนอกประเทศ” โดยเฉพาะ “สะตอโบเดีย” ที่ถูกนำมาใช้เพื่อ “เขย่า!” เกมการเมืองไทย นั่นจึงไม่ใช่…เรื่องขำขันทางการเมือง? อีกต่อไป
หากแต่มันคือ บททดสอบสำคัญ ว่า…การเมืองไทยจะยืนหยัดปกป้องอธิปไตยของตนเอง ได้มากน้อยเพียงใด? ในห้วงเวลาที่การตัดสินใจของประชาชน…กำลังถูกจับจ้องจากทั้งในและนอกประเทศ!!??.






