ปรับกติกาก่อนแข่งโลก (จบ)

(Competitive Neutrality : จุดเริ่มต้นของการปฏิรูปกติกาเศรษฐกิจไทย)
เบื้องหลังการหารือของ กขค. และ สคร. คือการขยับ “กติกาเศรษฐกิจไทย” ครั้งสำคัญ ผ่านหลัก Competitive Neutrality เพื่อยกระดับมาตรฐานประเทศ ดึงดูดการลงทุน และรองรับเป้าหมายสู่ OECD แต่โจทย์ใหญ่ยังอยู่ที่ว่า รัฐไทยจะเปลี่ยนจาก “ผู้เล่น” มาเป็น “ผู้กำกับ” ได้จริงเพียงใด?
แม้หลัก Competitive Neutrality จะได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็น “รากฐานสำคัญ” ของการแข่งขันที่เป็นธรรม แต่สำหรับประเทศไทย ความท้าทายที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่การทำความเข้าใจหลักการดังกล่าว หากแต่อยู่ที่การนำไปสู่…
การปฏิบัติท่ามกลางโครงสร้างเศรษฐกิจที่ภาครัฐยังมีบทบาทในหลายฐานะ ทั้งในฐานะผู้กำหนดนโยบาย ผู้กำกับดูแล ผู้ถือหุ้น และผู้ประกอบการในเวลาเดียวกัน
การสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรม จึงไม่ใช่เพียงการประกาศนโยบายหรือปรับปรุงกฎหมาย หากแต่ต้องเริ่มจากการทบทวนบทบาทของภาครัฐในกิจกรรมเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดความชัดเจน ว่า…
กิจการใดเป็นภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ และกิจการใดเป็นการแข่งขันทางธุรกิจที่ควรอยู่ภายใต้กติกา ผู้ประกอบการรายอื่น
OECD เคยชี้ให้เห็นว่า…ความเป็นกลางทางการแข่งขันไม่ได้มีเป้าหมายลดบทบาทของรัฐหรือบังคับให้แปรรูปรัฐวิสาหกิจ หากแต่ต้องการให้รัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนแข่งขันกันภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน
โดยลดความได้เปรียบที่เกิดจากการถือครองของรัฐ การอุดหนุน หรือสิทธิพิเศษที่อาจบิดเบือนกลไกตลาด เพื่อให้การแข่งขันนำไปสู่ประสิทธิภาพ นวัตกรรม และประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภคในระยะยาว
ในหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ หรือบางประเทศในยุโรป
การปฏิรูปไม่ได้เริ่มจากการลดจำนวนรัฐวิสาหกิจ หากแต่เริ่มจากการแยกบทบาทระหว่าง “ผู้กำกับ” กับ “ผู้ประกอบการ” ออกจากกันอย่างชัดเจน กำหนดหลักเกณฑ์การชดเชยภารกิจบริการสาธารณะอย่างโปร่งใส และเปิดเผยต้นทุนของการอุดหนุนให้สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ OECD นำมาใช้เป็นต้นแบบในการจัดทำ Competitive Neutrality Toolkit สำหรับประเทศสมาชิกและประเทศคู่ความร่วมมือ
สำหรับประเทศไทย หากต้องการให้ Competitive Neutrality เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ประเด็นที่ควรได้รับการผลักดันอย่างน้อย 5 ด้าน ประกอบด้วย…
การแยกบทบาทระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลกับหน่วยงานผู้ประกอบการให้ชัดเจน
การกำหนดหลักเกณฑ์การอุดหนุนและการชดเชยภารกิจบริการสาธารณะที่โปร่งใส
การทบทวนสิทธิประโยชน์ที่อาจส่งผลต่อการแข่งขัน
การเสริมสร้างศักยภาพและความเป็นอิสระของสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า
และ การจัดให้มีระบบติดตามประเมินผลที่สอดคล้องกับแนวทางของ OECD เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน

ทั้งหมดนี้อาจดูเป็นเรื่องของกฎหมายหรือการบริหารราชการ แต่ในความเป็นจริงกลับเชื่อมโยงโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ!!!
นั่นเพราะ…ในโลกปัจจุบัน นักลงทุนไม่ได้พิจารณาเฉพาะสิทธิประโยชน์ด้านภาษีหรือค่าแรงอีกต่อไป หากยังให้ความสำคัญกับคุณภาพของกฎระเบียบ ความโปร่งใสของระบบกำกับดูแล และความเชื่อมั่นว่าการแข่งขันจะไม่ถูกบิดเบือนจากอำนาจรัฐ
จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะประกาศให้การผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD เป็นวาระแห่งชาติ ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ก็เดินหน้าผลักดันการปรับปรุงกฎระเบียบและยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
เพราะหากประเทศไทยสามารถยกระดับ “คุณภาพของกติกา” ได้สำเร็จ ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นย่อมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผ่านเกณฑ์ของ OECD แต่หมายถึงการยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายดังกล่าวจะไม่สามารถวัดได้จากจำนวนคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้น จำนวนการประชุม หรือจำนวนบันทึกความร่วมมือที่ลงนาม หากแต่วัดจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในสนามแข่งขันทางเศรษฐกิจ ว่าผู้ประกอบการทุกฝ่ายได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม มีความโปร่งใสในการกำกับดูแล และสามารถแข่งขันกันบนกติกาเดียวกันได้หรือไม่???
การหารือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กับ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 จึงอาจเป็นเพียงข่าวหนึ่งในหน้าข่าวเศรษฐกิจ หากมองในเชิงเหตุการณ์ แต่หากมองในเชิงยุทธศาสตร์ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทยครั้งสำคัญ ที่จะกำหนดบทบาทของภาครัฐในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ และเป็นบททดสอบว่าประเทศไทยพร้อมจะก้าวสู่มาตรฐานสากลได้มากน้อยเพียงใด?
ท้ายที่สุดแล้ว Competitive Neutrality อาจไม่ใช่เพียงศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์ หรือข้อกำหนดของ OECD
หากแต่คือ “บทพิสูจน์” ว่า…ประเทศไทยพร้อมจะสร้างกติกาที่ทุกฝ่ายเชื่อมั่นได้จริงหรือไม่?
นั่นเพราะในโลกที่เงินทุน เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนอย่างรวดเร็ว สิ่งที่สร้างความได้เปรียบให้ประเทศหนึ่งเหนืออีกประเทศหนึ่ง อาจไม่ใช่เพียงขนาดของเศรษฐกิจหรือมาตรการจูงใจการลงทุน แต่คือ “ความน่าเชื่อถือของกติกา”
และเมื่อการแข่งขันรอบใหม่ของโลกกำลังเริ่มต้นขึ้น คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า ประเทศไทยควรปรับกติกาหรือไม่ หากแต่เป็นว่า ประเทศไทยจะกล้าปรับกติกาให้เป็นธรรม…ก่อนที่การแข่งขันครั้งใหม่จะเริ่มขึ้นหรือไม่???.






