รื้อ??!!

(สัญญาณเตือนจาก กกร. ถึงรัฐบาลใหม่: ถ้าไม่รื้อโครงสร้างวันนี้ ไทยอาจ ‘หลุดขบวน’ โลกใหม่!!??)

เสียงเตือนถึงพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงเลือกตั้ง! กกร. ชี้ปัญหามากกว่าปมเศรษฐกิจโตต่ำ พร้อมส่งสัญญาณถึง “ว่าที่…รัฐบาลใหม่” ไม่พออีกแล้ว แค่มาตรการกระตุ้นระยะสั้น ย้ำ! หากไม่เร่งรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และระดมปราบ “คอร์รัปชั่น” ลดต้นทุนธุรกิจ พร้อมเปิดพื้นที่ให้เอกชนร่วมออกแบบนโยบาย และใช้จังหวะ Re-Branding ประเทศ! ไทยอาจช้ำมากกว่าแค่จีดีพีโตช้า แต่เสี่ยงหลุด! ขบวนจากโลกใหม่ถาวร

โปรดฟังอีกครั้ง! ถึง…พรรคการเมืองที่จะเป็นแกนหลักจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่!!! พวกคุณต้องฟังเสียงของภาคเอกชน???

ประโยคข้างต้น ไม่ได้มาจากคำพูดใดๆ ของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แต่เป็นประเด็นที่ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เชื่อว่า…คนไทย, สังคมไทย และภาคธุรกิจของไทย ทุกภาคส่วน อยากให้ “ว่าที่…รัฐบาลใหม่” ต้องฟังคำเตือนจาก กกร.

ต่อเนื่องจากวานนี้ (7 ม.ค.2569) บนเวทีประชุมและแถลงข่าวของ แกนนำ กกร. ประกอบด้วย…ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะ ประธาน กกร., นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และ นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

มีหลายประเด็นที่ แกนนำและพรรคการเมืองทุกพรรค โดยเฉพาะ 3 พรรคใหญ่ อย่าง…พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย ต้องฟัง! และนำไปขยายผลในเชิงการต่อยอด

ไม่ใช่เพียงเพราะพวกคุณจะได้คะแนนเสียงเลือกตั้งรอบใหม่นี้ แต่มันคือ…อนาคตและทางรอดของเศรษฐกิจและประเทศไทย กันเลยทีเดียว!!!

ถ้อยแถลงของ กกร. ครั้งนี้ หาได้เป็นแค่การประเมินภาวะเศรษฐกิจตามฤดูกาลการเมือง หากแต่เป็นการ “ส่งสัญญาณเตือน!” เชิงยุทธศาสตร์ ไปยังพรรคการเมืองที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักจัดตั้งรัฐบาลใหม่อย่างชัดเจน ว่า…

ปัญหาของเศรษฐกิจไทยในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่ “ขาดนโยบาย” แต่คือการที่พรรคการเมืองต่างๆ ยังคง “ยึดติด!” กับกรอบคิดเดิม ท่ามกลางโลกที่กำลัง “เปลี่ยนโครงสร้าง” เร็วเกินกว่าการออกนโยบาย/มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอีกต่อไปแล้ว

การคาดการณ์ว่า…เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤต ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขเชิงเทคนิค แต่มันคือการ…สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง! ที่สะสมมาอย่างยาวนาน

ทั้งปัญหา…เศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่, หนี้ครัวเรือนที่กดทับกำลังซื้อ, ความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย, กฎระเบียบภาครัฐที่ซับซ้อน, ขาดการเชื่อมโยงข้อมูล และต้นทุนแฝงจากคอร์รัปชั่น เงินเทา และอาชญากรรมไซเบอร์

ปมปัญหาเหล่านี้ ล้วน “กัดกิน!” ศักยภาพเศรษฐกิจจริงของไทยอย่างเงียบ ๆ มากกว่าที่ตัวเลขจีดีพีสะท้อนออกมา…อย่างเทียบกันไม่ได้

เสียงสะท้อนจาก นายพจน์ ในฐานะ “ประธาน กกร.” จึงไม่ใช่เพียงความเห็นของภาคธุรกิจ แต่เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่พรรคการเมืองไม่อาจมองข้ามได้ นั่นคือ…

รัฐบาลใหม่” จะต้องเร่ง “ยกระดับ!” การต่อต้านคอร์รัปชั่น จากวาทกรรมทางศีลธรรม ให้กลายเป็นการลด “ต้นทุนที่วัดผลได้จริง” ในการประกอบธุรกิจ

ตราบใดที่ “ต้นทุนแฝง!” ยังมีสูง!!! สิ่งนี้…ย่อมจะ “บั่นทอน” ศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น  ไม่ว่า…รัฐบาลใหม่ จะออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีและเข้มข้นเพียงใด? ก็ไม่ทานแรงฉุดของปมปัญหาข้างต้นได้

ในมุมของภาคการเงิน นายผยง ชี้ชัดว่า…Trust & Confidence คือ “หัวใจ” ของระบบเศรษฐกิจ ที่ไม่ใช่เพียงความรู้สึก แต่เป็น “ปัจจัย” ที่กำหนดการตัดสินใจลงทุน, การปล่อยสินเชื่อ และการขยายธุรกิจ

หาก “รัฐบาลใหม่” ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน และนักลงทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม แล้วล่ะก็…

มาตรการกระตุ้นใด ๆ ที่จะมีออกมา ก็ล้วนเป็นความ “เสี่ยง” ที่จะกลายเป็นเพียงการ “ซื้อเวลา” โดยไม่ก่อให้เกิดการลงทุนใหม่ในระยะยาว

ขณะที่มุมมองจากภาคอุตสาหกรรมของ นายเกรียงไกร สะท้อนตรงกันว่า…ตัวเลขการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็น “แรงกดดัน” ที่ “ซ้อนทับกัน” ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ

นี่คือ…เหตุผลที่ “รัฐบาลใหม่” จะต้องเลิกคิดนโยบายแบบแยกส่วน และหันมา “ออกแบบ” การรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ!!!

ตั้งแต่…การลดอุปสรรคทางธุรกิจ, การยกระดับห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึง การเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันได้จริงในโลกใหม่

สาระสำคัญอีกประเด็นที่ กกร. ส่งสัญญาณถึงพรรคการเมืองอย่างชัดเจน นั่นคือ…รูปแบบการทำงานของรัฐต้องเปลี่ยนจาก “คิดแล้วสั่ง” ไปสู่ “คิดร่วม ทำร่วม”

การเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการ “ออกแบบนโยบาย” ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เพียงการ “รับคำสั่งไปปฏิบัติ” เหมือนเช่นอดีต

สิ่งนี้ คือ…เงื่อนไขสำคัญ! ที่จะทำให้นโยบายของ “รัฐบาลใหม่” สามารถใช้ได้จริง และลดความเสี่ยง! ของความล้มเหลวเชิงนโยบาย…ในภายหลัง ภายใต้ “บริบทโลก” ที่กำลัง “จัดระเบียบใหม่”จาก…ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์, การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนของระบบการค้าโลก

นอกจากนี้ กกร. ยังมองว่า…ปี 2569–2570 คือ “จังหวะ Re-Branding ประเทศ” ที่ “รัฐบาลใหม่” ไม่อาจปล่อยผ่านได้ การเป็น…เจ้าภาพเวทีระดับโลก! ในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ควรถูกใช้เพียงเพื่อการสร้างภาพลักษณ์

แต่ต้องถูกนำมา “เชื่อมโยง” กับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจจริงของประเทศ เพื่อกำหนด “ที่ยืน” ของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก

รวมถึง…เร่งดึงดูดการลงทุน, เทคโนโลยี และบุคลากรคุณภาพอย่างเป็นระบบ

ท้ายที่สุด! ถ้อยแถลงของ กกร. ครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่า “คำเตือน!” ทางเศรษฐกิจ แต่มันคือ…บททดสอบทางความคิดของพรรคการเมืองที่จะเป็น “รัฐบาลใหม่”

หากพวกคุณ…ยังคิดจะ “บริหารประเทศ” ด้วยกรอบคิดเดิม ๆ ต่อไปแล้วล่ะก็ เชื่อว่า…ปัญหาของเศรษฐกิจไทย อาจไม่ได้เป็นเพียงแค่ “โตช้า” แต่เสี่ยง! ที่จะ “หลุดขบวน” จากโลกใหม่อย่างถาวร

และ…ความเสี่ยงนี้ จะไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลใดสามารถผลักภาระให้อนาคตได้อีกต่อไป เพราะต้นทุนของการไม่ตัดสินใจในวันนี้ มีราคาจ่ายที่แพงเกินกว่าประเทศไทยจะรับไหวในวันข้างหน้า!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password