ไร้ห้วง ‘ฮันนี่มูน?’

(ชี้! ปม ‘เศรษฐกิจ – ปากท้อง’ รอไม่ได้! บีบให้ ‘รัฐบาลใหม่’ ต้องเร่งเดินหน้าแก้ทันที!!!)
“รัฐบาลอนุทิน 2” พร้อมเดินหน้าบริหารประเทศเต็มรูปแบบ! ท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจรอบด้าน ค่าครองชีพ พลังงาน และหนี้ครัวเรือน เหล่านี้…กลายเป็นโจทย์เร่งด่วน! ที่รอไม่ได้ “นายกฯอนุทิน” ย้ำ! ต้องเห็นผลลัพธ์เร็ว ขณะที่ทีมเศรษฐกิจเตรียมอัดมาตรการเข้าสู่ระบบทันที
สถานการณ์โลก และสถานการณ์รายรอบประเทศไทย ส่งผลกระทบโดยตรงกับการเริ่มต้นของ “รัฐบาลใหม่” ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
“รัฐบาลอนุทิน 2” เกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศที่มิใช่ “ช่วงฮันนีมูน” ทางการเมือง เหมือนหลายรัฐบาลในอดีต หากแต่ “เริ่มต้น” ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่สั่งสมและทวีความเข้มข้นขึ้นจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ
สถานการณ์ดังกล่าวได้เปลี่ยนจังหวะการบริหารประเทศจากโหมด “ตั้งหลัก” ไปสู่โหมด “ลงมือทันที” อย่างมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้!!??
นายกฯอนุทิน ให้สัมภาษณ์ โดยย้ำถึงทิศทางการทำงานว่า…รัฐบาลพร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนโดยไม่รอเวลา โดยเฉพาะมาตรการที่เกี่ยวข้องกับค่าครองชีพและพลังงาน ซึ่งต้องเร่งดำเนินการให้เห็นผลโดยเร็ว
พร้อมยืนยันว่า…การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาจะไม่ใช่เพียงการประกาศทิศทาง แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนมาตรการเชิงรูปธรรมทันที!!!
ภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน กำลังเผชิญแรงบีบหลายด้านพร้อมกัน ทั้งปัญหา…ค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ความผันผวนของราคาพลังงานจากสถานการณ์โลก รวมถึง ภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อกำลังซื้อของประชาชน
เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้มาบรรจบกัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือการชะลอตัวของการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย
ในบริบทเช่นนี้ “รัฐบาลใหม่” จึงมิอาจใช้เวลาไปกับการวางแผนระยะยาว โดยปราศจากมาตรการระยะสั้นรองรับได้อีกต่อไป
ความจำเป็นเร่งด่วน นั่นก็คือ…การ “อัดฉีดออกซิเจน” เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อประคองกำลังซื้อและลดแรงกดดันต่อภาคครัวเรือน
แนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็น…
มาตรการเพิ่มกำลังซื้อ การลดภาระค่าใช้จ่าย หรือการปรับโครงสร้างหนี้
ซึ่งล้วนมี เป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ…ทำให้ประชาชน “รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง” ได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ระบุก่อนหน้านี้ว่า…“ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล” ได้เตรียมมาตรการไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยเน้นการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ ควบคู่กับการดูแลต้นทุนชีวิตของประชาชน
ทั้งในส่วนของราคาพลังงานและค่าครองชีพ
พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับ การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งถือเป็น “ข้อจำกัดสำคัญ” ของเศรษฐกิจไทยในระยะนี้
รองนายกฯเอกนิติ ย้ำว่า…การดำเนินนโยบายจะต้อง “รวดเร็ว ตรงจุด และเกิดผลจริง”
อย่างไรก็ตาม การอัดฉีดเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่ได้ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพของต้นทุนในระบบ โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงาน ซึ่งมีผลกระทบเป็น “ลูกโซ่” ต่อทั้งภาคธุรกิจและชีวิตประจำวันของประชาชน
การบริหารจัดการราคาพลังงาน จึงกลายเป็น “ตัวแปรเชิงยุทธศาสตร์” ที่ “รัฐบาลอนุทิน 2” จะต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น เพราะหากปล่อยให้ต้นทุนพลังงานผันผวนโดยไม่มีมาตรการรองรับ ผลกระทบจะขยายไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
ในอีกมิติหนึ่ง ความท้าทายของรัฐบาล ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแก้ไขปัญหาเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบริหาร “ความเชื่อมั่น” ของสังคมไทยด้วย
ในสถานการณ์ที่ประชาชนเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความคาดหวังต่อรัฐบาลย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย และการตัดสินใจเชิงนโยบายทุกครั้งจะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด
ความเชื่อมั่นในช่วงเริ่มต้น จึงไม่ได้เกิดจากการประกาศนโยบาย หากแต่เกิดจาก “ผลลัพธ์ที่จับต้องได้” ไม่ว่าจะเป็น…
การชะลอราคาสินค้า การลดภาระค่าใช้จ่าย หรือการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน
หากรัฐบาลสามารถสร้างผลลัพธ์เหล่านี้ได้ในระยะเวลาอันสั้น ก็จะช่วยสร้างแรงสนับสนุนทางสังคมและเพิ่มพื้นที่ในการขับเคลื่อนนโยบายระยะยาวต่อไป
ในทางกลับกัน หากมาตรการที่ออกมา ไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือเกิดความล่าช้าในการดำเนินการ ความเชื่อมั่นที่ยังไม่ทันตั้งหลักก็อาจสั่นคลอนได้อย่างรวดเร็ว และจะส่งผลต่อเสถียรภาพของการบริหารในวันข้างหน้า
อีกประเด็นที่มีนัยสำคัญ คือ…การเปลี่ยนผ่านจาก “มาตรการเฉพาะหน้า” ไปสู่ “การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง” แม้ว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นจะมีความจำเป็น
แต่หากไม่มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย ปัญหาเดิมอาจกลับมาในรูปแบบที่รุนแรงกว่าเดิมในอนาคต!!!
การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ และการเพิ่มประสิทธิภาพของภาคการผลิต จึงเป็น…โจทย์ระยะยาวที่รัฐบาลต้องวางรากฐานตั้งแต่ช่วงต้นของการบริหาร
สถานการณ์ปัจจุบันจึงเปรียบเสมือน “การเดิน 2 ขาพร้อมกัน”
ขาหนึ่ง คือ…การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ขณะที่ อีกขาหนึ่ง คือ…การวางรากฐานเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว
ความสมดุลระหว่าง 2 องค์ประกอบนี้ จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของรัฐบาลในภาพรวม
ในท้ายที่สุด การไม่มีช่วง “ฮันนีมูนทางการเมือง” อาจไม่ใช่ข้อเสียเสมอไป หากสามารถแปรแรงกดดันให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพราะใน สถานการณ์ที่เศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน “รอไม่ได้” การตัดสินใจที่รวดเร็ว แม่นยำ และตอบโจทย์ ย่อมมีความหมายมากกว่าการรอคอยจังหวะที่เหมาะสม
“รัฐบาลใหม่” จึงกำลังเผชิญกับบททดสอบที่สำคัญตั้งแต่วันแรกของการทำงาน และคำตอบของบททดสอบนี้จะไม่ได้วัดจากคำประกาศเชิงนโยบาย หากแต่วัดจากความสามารถในการเปลี่ยนนโยบายให้เป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสามารถรับรู้และสัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวัน!!!.






