ลา! ‘เกี่ยว-ไม่เกี่ยว?’ โผตำรวจ

หนังสือด่วนที่สุด! “ลาประชุม” วงถก ก.ตร. วันนี้ (31) ของ รักษาการนายกฯ “ภูมิธรรม เวชชยชัย” จะส่งผลกระทบต่อการปรับเปลี่ยนโผแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ โดยเฉพาะ “ระดับสูง” มากน้อยแค่ไหน? เพียงใด? เรามาวิเคราะห์ฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้นร่วมกัน…
การเมืองกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับสูงในประเทศไทย มักเป็นเรื่องที่อ่อนไหว และเต็มไปด้วยความซับซ้อนอยู่เสมอ ภาพที่สังคมได้เห็น เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังคงติดตาตรึงใจ!!!
เมื่อ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ใช้เวลาในการหารือส่วนตัวกับ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ยาวนานกว่าสองชั่วโมงครึ่ง
ก่อนจะเข้าห้องประชุมอย่างเป็นทางการเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง และตัดสินใจประกาศ “เลื่อน!” การพิจารณาวาระสำคัญเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ
โดยที่ นายภูมิธรรม กล่าวสั้น ๆ เพียงคำว่า “เลื่อน” แล้วลุกเดินออกจากห้องประชุมทันที!!!
เหตุการณ์ดังกล่าว…ได้สร้างความสับสนและคำถามมากมาย ตามมาว่า…ภายใต้บรรยากาศที่ดูรีบร้อนและกดดันนั้น มีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลัง!!??
การเลื่อนการประชุมไปเป็นวันที่ 31 สิงหาคม 2568 เวลา 15.00 น. ถูกมองว่า…เป็นจังหวะสำคัญที่สะท้อนถึงแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจาก ภายในองค์กรตำรวจ และ จากภาคการเมือง ที่จับตาอย่างใกล้ชิด
ความไม่ปกติยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อ ปรากฏว่าในวันนัดประชุมใหม่ นายภูมิธรรม ได้มี หนังสือราชการส่งถึงเลขานุการ ก.ตร. เพื่อขอลาการประชุม โดยอ้างว่า…ติดภารกิจสำคัญเร่งด่วน ไม่สามารถเข้าร่วมได้
และให้ ที่ประชุมฯ ยึดข้อบังคับ ก.ตร. ในการดำเนินการแทน
การขอลาประชุมครั้งนี้ ทำให้บรรยากาศของการประชุมที่เลื่อนมาแล้ว เต็มไปด้วยเงื่อนงำและการตีความในเชิงการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ การลาออกจากวงประชุมของ นายภูมิธรรม สามารถมองได้หลายมิติ???
มิติแรก คือ การป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้แทรกแซงการแต่งตั้งตำรวจ เพราะตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายว่า การเมืองอาจต้องการ “ปรับโผ” ให้เป็นไปตามความพอใจของผู้มีอำนาจในรัฐบาล
แต่เมื่อ “ประธาน” การประชุมฯ ไม่ได้อยู่ในห้อง ข้อครหาทั้งหมดก็จะถูกผลักไปที่ คณะกรรมการ ก.ตร. และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แทน
การวางตัวเช่นนี้ หลายฝ่ายมองว่า…อาจสะท้อนถึง ความระมัดระวังทางการเมือง ของ นายภูมิธรรม ที่ไม่ประสงค์จะทิ้งร่องรอยให้เชื่อมโยงว่าเป็น “ผู้สั่งการ” หรือ “บงการ” การแต่งตั้งโดยตรง
อีกมิติหนึ่ง คือ การลาประชุมอาจถูกมองว่าเป็น “การถอยเชิงยุทธศาสตร์” ของฝ่ายการเมือง เมื่อแรงกดดันจากข้อร้องเรียนหลายฉบับที่เข้าสู่การประชุม เพิ่มความเปราะบางและสร้างความเสี่ยง หากเดินหน้าตัดสินใจทันทีในวันที่ 28 สิงหาคม ย่อมไม่อาจรับประกันได้ว่าจะเกิดแรงสะท้อนกลับมามากเพียงใด?
การเลื่อนประชุมฯ ก่อนหน้านี้…จึงเป็นการซื้อเวลา และการขอลาประชุมในวันที่ 31 สิงหาคมก็อาจตีความได้ว่า…เป็นการกันตัวออกจากสมรภูมิที่ร้อนแรง
ปล่อยให้ “โผตำรวจ” เดินไปตามกลไกที่ถูกออกแบบไว้โดยไม่ต้องปรากฏชื่อหรือบทบาทของตนอยู่ในจุดศูนย์กลางของการตัดสินใจ
แต่ในขณะเดียวกัน ฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่ปล่อยให้เหตุการณ์นี้ผ่านไปโดยง่าย เพราะหากท้ายที่สุด “โผตำรวจ” มีการเปลี่ยนแปลงจากบัญชีเดิมที่ผ่านการกลั่นกรองมาแล้วจริง แม้จะไม่มีชื่อหรือลายเซ็นของ นายภูมิธรรมอยู่ในห้องประชุม ก็ยากที่จะลบความเชื่อว่า…
ฝ่ายการเมืองอยู่เบื้องหลังแรงกดดันที่ทำให้เกิดการแก้ไขบัญชี!!!
การลาประชุมฯ ในสายตาของฝ่ายคัดค้าน จึงอาจถูกมองว่า…เป็นเพียงการสร้าง “เกราะกำบัง” เพื่อหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบทางการเมือง แต่ไม่อาจตัดบทบาทการเมืองออกจากการเปลี่ยนแปลงได้จริง
ตรงกันข้าม หากผลลัพธ์การประชุมในวันที่ 31 สิงหาคม ปรากฏว่า ก.ตร. ยืนยันใช้บัญชีเดิม ไม่ปรับเปลี่ยนรายชื่อที่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองแล้ว ภาพลักษณ์ของ นายภูมิธรรม จะกลับออกมาในเชิงบวกมากกว่า
การลาประชุมครั้งนี้ จะถูกตีความว่า…เป็นการเคารพกติกาและการไม่แทรกแซงการทำงานขององค์กรตำรวจโดยตรง ยิ่งช่วยตอกย้ำคำพูดที่เขายืนยันมาตลอดว่า “ไม่มีอำนาจเด้ง ผบ.ตร.” และ “จะใช้บัญชีเดิม” เป็นความจริงที่ปรากฏผลเป็นรูปธรรม
“2 ฉากทัศน์” ที่เป็นไปได้…คือ หนึ่ง – โผเปลี่ยน และอีกหนึ่ง – โผไม่เปลี่ยน
ผลลัพธ์ที่ได้ จะต่างกันโดยสิ้นเชิง! ต่อภาพลักษณ์ทางการเมืองของ นายภูมิธรรม
เพราะถ้า…โผเปลี่ยน!!! การลาประชุมของ นายภูมิธรรม อาจไม่สามารถกันข้อครหาได้พ้น และจะยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าการเมืองอยู่เบื้องหลังการแต่งตั้งตำรวจ
แต่ถ้า โผไม่เปลี่ยน!!! การลาจะกลายเป็นการยืนยันว่า เขาเลือกที่จะไม่ข้องเกี่ยวกับความขัดแย้ง และเป็นการเมืองที่ใช้กลยุทธ์ถอยเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ
ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ สิ่งที่สะท้อนออกมาอย่างเด่นชัดคือ ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับองค์กรตำรวจยังคงเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน
ความไม่ไว้วางใจ และเกมอำนาจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ…ไม่ใช่เพียง การจัดวางกำลังบุคคลในองค์กร หากแต่เป็น การจัดวางดุลอำนาจระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายข้าราชการประจำไปพร้อมกัน
การปรับโผตำรวจ…จึงไม่ต่างอะไรกับการจัดเรียงหมากบนกระดาน ที่จะส่งผลต่อทั้งการบริหารงานภายในองค์กรตำรวจและเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล
เหตุการณ์ที่ นายภูมิธรรม เดินออกจากห้องประชุมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดในวันที่ 28 สิงหาคม และการที่เขาขอลาประชุมในวันที่ 31 สิงหาคม จึงเป็นสัญญาณที่สะท้อนว่า…การเมืองกำลังใช้ยุทธศาสตร์ที่รอบคอบและซับซ้อนอย่างยิ่ง
บางที…นี่อาจไม่ใช่เพียงการลาเพราะติดภารกิจ แต่คือ การลาเพื่อหลีกเลี่ยงการอยู่ในจุดที่ต้องรับแรงปะทะโดยตรง
ปล่อยให้ โผตำรวจ…ไม่ว่าจะเปลี่ยนหรือไม่??? เดินไปข้างหน้าโดยมีฉากหลังที่ยังคงลึกลับและเต็มไปด้วยคำถาม
ท้ายที่สุด การเมืองกับโผตำรวจ…ยังคงเดินคู่กันไปอย่างยากจะแยกออกจากกัน
คำถามที่สังคมไทยเฝ้ารอคำตอบ ก็คือ…บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ จะทำให้ฝ่ายการเมืองและองค์กรตำรวจหันมาให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความเป็นอิสระมากขึ้นหรือไม่???
หรือจะเป็นเพียง อีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่ตอกย้ำ ว่ าสูตรเก่า “การเมืองคือแรงบันดาลใจของการปรับโผตำรวจ” ยังคงใช้ได้เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด?
หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้ เขียนขึ้นก่อนหน้าจะมีการประชุม ก.ตร. ซึ่งภายหลังการประชุมแล้วเสร็จ เราค่อยมาวิเคราะห์กันใหม่!!!.
