Customs e-Invoicing Plus

(การลงทุนของรัฐ! ผ่าน ‘ศุลกากร’ โปรเจ็กต์ที่ช่วย ‘ลดต้นทุนทั้งระบบ’ หนุนไทย ‘ขึ้นชั้น’ บงการเกมการค้าโลก)
กรมศุลกากร เปิดระบบ Customs e-Invoicing Plus ชี้! ไม่ใช่แค่อัปเกรดดิจิทัล แต่คือ “การลงทุนเชิงโครงสร้าง” ที่ลดต้นทุนแฝงของผู้ประกอบการ เพิ่มความเร็ว ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นต่อห่วงโซ่การค้า ย้ำ! เมื่อพิธีการศุลกากรเร็วและคาดการณ์ได้ การลงทุนภาคเอกชนจะได้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้จริง หนุนความสามารถแข่งขันของประเทศขยับขึ้นทั้งระบบ!!!

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงสายวันที่ 23 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุม 401 ชั้น 4 อาคารศูนย์ฝึกอบรมสถาบันวิทยาการศุลกากร เชิงสะพานกรุงเทพฯ, กรมศุลกากร โดยการนำของ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดตัวโครงการ “Customs e-Invoicing Plus”
เป้าหมายก็เพื่อ…ยกระดับระบบพิธีการศุลกากร สู่…ดิจิทัลเต็มรูปแบบ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการดำเนินพิธีการได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นไปตามมาตรฐานสากล พร้อมลดภาระเอกสารและต้นทุนทางธุรกิจ
มองดูเผิน ๆ สิ่งนี้…เหมือนเป็นเพียงการ “อัปเกรด!” ระบบงานเอกสารจากกระดาษสู่ดิจิทัล แต่หากมองใน “มิติยุทธศาสตร์การลงทุนของรัฐ” โครงการนี้ ก็คือ…หนึ่งในตัวอย่างของ “การลงทุนเชิงโครงสร้าง” ที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ! สูงกว่า…มูลค่าเงินงบประมาณที่ใช้ไปหลายเท่า
และ จะส่งผลในระยะยาวต่อความสามารถแข่งขันของประเทศ! มากกว่า…การอัดฉีดหรือมาตรการระยะสั้นใด ๆ
“โครงการดังกล่าว เป็นการปรับปรุงระบบและกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับการค้าดิจิทัล โดยเปิดให้ ใช้ข้อมูลเอกสารประกอบการนำเข้าในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านแพลตฟอร์ม Thailand National Single Window (Thai NSW) ช่วยลดการใช้เอกสารกระดาษ ลดขั้นตอนการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจปล่อยสินค้า” อธิบดีกรมศุลกากร ระบุ

แก่นสำคัญของ Customs e-Invoicing Plus ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบระบบข้อมูลให้ “เชื่อมต่อกันทั้งห่วงโซ่” ตั้งแต่ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หน่วยงานรัฐ ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ตรวจปล่อยสินค้า ผ่านแพลตฟอร์ม Thailand National Single Window
ซึ่งเปรียบเสมือน โครงข่ายหลักของการค้าดิจิทัลไทย การที่เอกสารนำเข้าถูกส่งและตรวจสอบในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แบบเรียลไทม์ ทำให้ต้นทุนที่แท้จริงของการค้าไม่ได้ลดลงเฉพาะค่าเอกสารหรือค่าแรง แต่ลด “ต้นทุนเวลา ความไม่แน่นอน และความเสี่ยงเชิงระบบ” ซึ่งเป็น “ต้นทุน” ที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญมากกว่าตัวเลขค่าธรรมเนียมเสียอีก
ในมุมของผลตอบแทนต่อการลงทุน (ROI) ของภาครัฐ ระบบนี้ให้ผลในสามระดับพร้อมกัน???
ระดับแรก คือ…ผลตอบแทนทางการคลังโดยอ้อม เมื่อการตรวจปล่อยรวดเร็วและแม่นยำขึ้น การสำแดงราคาหรือพิกัดที่ผิดพลาดลดลง รายได้ภาษีศุลกากรมีแนวโน้มสะท้อนความจริงมากขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการบังคับใช้
ระดับที่สอง คือ…ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมหภาค จากการที่ต้นทุนโลจิสติกส์และเวลานำเข้าส่งออกลดลง ทำให้สินค้าไทยหมุนเร็วขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก

และ ระดับที่สาม คือ…ผลตอบแทนเชิงความเชื่อมั่น ซึ่งมักไม่ปรากฏในบัญชีงบประมาณ แต่ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจลงทุนของเอกชน
“กรมศุลกากรมุ่งทำหน้าที่เป็น “Trade Enabler” สนับสนุนให้การค้า ระหว่างประเทศดำเนินไปอย่างราบรื่น ด้วยระบบที่ทันสมัย โปร่งใส และมีต้นทุนต่ำ เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขัน ของประเทศไทยในเวทีการค้าโลก” อธิบดีกรมศุลกากร ย้ำหนักแน่น
การเลือกอุตสาหกรรมยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) และ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็น “กลุ่มนำร่อง” ยิ่งตอกย้ำว่า…กรมศุลกากรกำลังคิดแบบ “ลงทุนตรงจุดคุ้มค่า” เพราะทั้ง 2 อุตสาหกรรมนี้ เป็นทั้งอุตสาหกรรมมูลค่าสูง มีความซับซ้อนทางเทคนิค และเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานข้ามชาติ
หาก พิธีการศุลกากรช้า ผิดพลาด หรือไม่แน่นอน ต้นทุนจะถูกผลักไปยังผู้ผลิตและผู้บริโภคทันที!!!
แต่เมื่อระบบข้อมูลแม่นยำ ตรวจสอบได้ และลดการเรียกเอกสารซ้ำซ้อน การลงทุนในสายการผลิตหรือฐานประกอบในไทย ย่อมมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม!

ในมุม ผู้ประกอบการ นั้น Customs e-Invoicing Plus คือ…การลดต้นทุนที่ไม่สร้างมูลค่า (Non-Value-Added Cost) ซึ่งเป็น “ต้นทุน” ที่คอย “บั่นทอน” ความสามารถแข่งขันมานาน การไม่ต้องจัดเตรียมเอกสารซ้ำ การลดความเสี่ยงจากข้อมูลคลาดเคลื่อน และการรู้ผลการตรวจสอบเร็วขึ้น แปลเป็นเงินสดหมุนเวียนที่ดีขึ้น และความสามารถในการวางแผนธุรกิจที่แม่นยำกว่าเดิม
นี่คือ…เหตุผลที่ระบบลักษณะนี้มักถูกประเมินคุ้มค่า แม้รัฐจะเป็นผู้ลงทุนหลัก แต่เอกชนคือผู้ได้รับผลตอบแทนเชิงประสิทธิภาพโดยตรง
หากมองใน กรอบยุทธศาสตร์ประเทศ บทบาท “Trade Enabler” ที่ อธิบดีกรมศุลกากร ย้ำ! ไม่ใช่เพียงถ้อยคำเชิงนโยบาย แต่มันคือ…การเปลี่ยนบทบาทรัฐ! จาก “ผู้ควบคุมต้นทุน” มาเป็น “ผู้ลดต้นทุนระบบ”
ซึ่งเป็น…รูปแบบการลงทุนของรัฐที่ประเทศคู่แข่งในเวทีการค้าโลกให้ความสำคัญมากขึ้น นั่นเพราะ…กติกาการค้าใหม่ไม่ได้แข่งขันกันที่ค่าแรงต่ำ หรือสิทธิประโยชน์ชั่วคราว แต่แข่งขันกันที่ความเร็ว ความโปร่งใส และความคาดการณ์ได้ของระบบ
เมื่อพิจารณาทั้งหมดนี้ Customs e-Invoicing Plus จึงไม่ใช่โครงการไอทีของกรมใดกรมหนึ่ง แต่เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างที่ให้ผลตอบแทนต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ตั้งแต่…ระดับผู้ประกอบการ รายได้รัฐ ไปจนถึง ภาพลักษณ์ประเทศในสายตานักลงทุนโลก
ในยุคที่…การใช้จ่ายเงินงบประมาณของรัฐ ถูกจับตามองในทุกบาททุกสตางค์ ดังนั้น ความคุ้มค่าของการลงทุนลักษณะนี้ อาจเป็นคำตอบว่า…
“รัฐควรลงทุนตรงไหน? เพื่อให้เอกชนและประเทศได้กำไรพร้อมกัน!!!”.







