ตัดวงจรฟอกเงิน!

(ก.ยุติธรรม Kick off เครือข่ายภาคประชาชน ผนึก ‘ผู้ว่าฯ-ตำรวจ-ชุมชน’ สู้อาชญากรรมข้ามชาติ ยกระดับมาตรการสู่มาตรฐานสากล)
กระทรวงยุติธรรม เดินหน้า “ยกระดับ” การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เปิดโครงการเครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศ มุ่งบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อสกัดเส้นทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมเตรียมความพร้อมรองรับการประเมินมาตรฐานสากลด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในปี 2571
พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานเปิด โครงการ Kick off เครือข่ายภาคประชาชนด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ผู้แทนหน่วยงานต่างประเทศ และเครือข่ายภาคประชาชนจากทั่วประเทศเข้าร่วม เพื่อสร้างกลไกความร่วมมือในการเฝ้าระวัง แจ้งเบาะแส และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับภัยจากการฟอกเงินในระดับพื้นที่
รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภัยคุกคามจากอาชญากรรมที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงข้ามพรมแดน โดยเฉพาะเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด การฉ้อโกง และอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนมี “การฟอกเงิน” เป็นกลไกสำคัญในการซุกซ่อนและเคลื่อนย้ายทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิด ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ
ดังนั้น รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยกำหนดไว้เป็น นโยบายด้านความมั่นคง และผลักดันให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม เนื่องจากการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวไม่เพียงพอต่อการรับมือกับรูปแบบอาชญากรรมที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ประเทศไทย ได้ปรับปรุง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เพื่อเพิ่มบทบาทของเครือข่ายภาคประชาชนให้มีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลข่าวสาร การเฝ้าระวัง และสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน ยังเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการประเมินมาตรฐานการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของประเทศไทยในปี 2571
พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดถือเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมนโยบายของรัฐบาลสู่การปฏิบัติในพื้นที่ พร้อมขอให้บรรจุประเด็นการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นวาระการประชุมระดับจังหวัดและระดับอำเภออย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการบูรณาการระหว่างฝ่ายปกครอง ตำรวจ และเครือข่ายภาคประชาชน
นอกจากนี้ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจะมีบทบาทสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายและขยายผลดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ขณะที่ภาคประชาชนจะเป็นกำลังสนับสนุนในการแจ้งเบาะแส เฝ้าระวัง และสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและอาชญากรรมข้ามชาติ
ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” มองการ “เปิดตัว” เครือข่ายภาคประชาชนครั้งนี้ สะท้อนทิศทางใหม่ของกระทรวงยุติธรรมที่ต้องการเปลี่ยนบทบาทการปราบปรามจากการดำเนินคดีภายหลังเกิดเหตุ ไปสู่การป้องกันและตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรมตั้งแต่ต้นทาง โดยอาศัยความร่วมมือของหน่วยงานรัฐและประชาชนในระดับพื้นที่เป็นกลไกสำคัญ
อีกด้านหนึ่ง การเตรียมความพร้อมรับการประเมินมาตรฐานสากลในปี 2571 ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับระบบป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ เพราะผลการประเมินไม่ได้สะท้อนเพียงประสิทธิภาพด้านกฎหมาย เท่านั้น แต่ยังมีผลต่อความเชื่อมั่นของระบบการเงิน การลงทุน และภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลก
ความท้าทายต่อจากนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่การเปิดโครงการ หรือการประกาศนโยบาย แต่คือ…การทำให้เครือข่ายภาคประชาชนสามารถทำงานร่วมกับฝ่ายปกครอง ตำรวจ และหน่วยงานด้านการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จนก่อเกิดผลเป็นรูปธรรมในการสกัดเส้นทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าการบังคับใช้กฎหมายสามารถก้าวทันรูปแบบอาชญากรรมที่ซับซ้อนในปัจจุบันได้จริง!!!.






