เปิดเกมตรวจพันล้าน!

(3 องค์กรอิสระ ผนึก! ลงพื้นที่เช็ก ‘เมกะโปรเจกต์รัฐ’ – สัญญาณใหม่ ‘จับตา’ การใช้งบตั้งแต่ต้นทาง)
“สตง. – ป.ป.ช. – ป.ป.ท.” สร้างปรากฏการณ์การตรวจสอบโครงการลงทุนภาครัฐใหม่ เปลี่ยนจาก “ตรวจเมื่อเกิดปัญหา” เป็น “ตรวจตั้งแต่เริ่มเดินโครงการ” ประกาศผนึกกำลังลงพื้นที่ตรวจ “เมกะโปรเจกต์” วงเงินเกิน 1,000 ล้านบาท พร้อมประเมินความเสี่ยง “ทุจริตเชิงนโยบาย” ตั้งแต่ต้นทาง “เริ่มต้นโครงการ” พร้อมส่งสัญญาณ “ยกระดับ” ธรรมาภิบาลและการใช้งบประมาณของรัฐ ชี้! สิ่งนี้อาจสร้าง “จุดเปลี่ยนสำคัญ!” ของระบบตรวจสอบภาครัฐไทย
ผนึก 3 องค์กร :
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เปิดปฏิบัติการตรวจสอบเชิงบูรณาการโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป โดยเริ่มลงพื้นที่ระหว่างวันที่ 23-24 มิถุนายน 2569 ครอบคลุม 4 โครงการสำคัญใน 3 หน่วยงานของรัฐ ประกอบด้วย…
โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการแห่งใหม่ของกระทรวงคมนาคม
โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 347 สายบางกระสั้น-บางปะหัน
โครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่
และ โครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
ตรวจตั้งแต่ต้น :
นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อประเมินความเสี่ยงการทุจริตเชิงนโยบาย ควบคู่กับการให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานเจ้าของโครงการ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่จะลุกลามเป็นปัญหากระทบต่อรัฐและประชาชน
แนวทางดังกล่าวถือเป็นการปรับบทบาทจากการตรวจสอบภายหลังการใช้จ่ายงบประมาณ มาเป็นการติดตามและประเมินความเสี่ยงระหว่างการดำเนินโครงการ โดยมุ่งส่งเสริมให้การบริหารงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารสัญญาเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลและกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ
เฝ้าระวังร่วม :
ทั้ง 3 หน่วยงานระบุว่า…ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งสร้างกลไกเฝ้าระวังการทุจริตเชิงรุก! ตั้งแต่การวางนโยบาย การจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารพัสดุ และการบริหารสัญญา โดยหากพบข้อบกพร่องหรือความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ จะมีการแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งแก้ไขตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละองค์กร
เป้าหมายสำคัญ นั่นคือ การลดความเสี่ยงของโครงการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบบริหารราชการแผ่นดิน
“วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาล ขับเคลื่อนการประเมินความเสี่ยงการทุจริตเชิงนโยบาย ตลอดจนร่วมกันเฝ้าระวังกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน” แกนนำองค์กรตรวจสอบภาครัฐ ย้ำ
เปลี่ยนเกมตรวจ :
ในมุมของการวิเคราะห์ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เชื่อว่า…หากพิจารณาในมิติทางการเมือง การลงพื้นที่ร่วมของ สตง. ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ครั้งนี้ มีนัยสำคัญมากกว่าการตรวจสอบโครงการก่อสร้างทั่วไป เพราะเป็นการส่งสัญญาณว่า “การตรวจสอบ” จะเริ่มตั้งแต่โครงการยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วจึงเข้าไปดำเนินการภายหลัง
แนวทางดังกล่าว ทำให้กลไกตรวจสอบของรัฐขยับจากบทบาท “ตรวจเมื่อเกิดปัญหา” ไปสู่การ “เฝ้าระวังความเสี่ยง” ตั้งแต่ต้นทาง
ซึ่งอาจส่งผลต่อพฤติกรรมการบริหารโครงการของหน่วยงานรัฐในวงกว้าง!!!
รัฐบาลถูกจับตา :
ในทางการเมือง ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ ย่อมทำให้ รัฐบาลในฐานะ “ผู้กำหนดนโยบาย” และผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ต้องเผชิญกับการตรวจสอบที่เข้มข้นตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการดำเนินงาน โดยเฉพาะ โครงการที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สังคมให้ความสนใจและจับตาอย่างใกล้ชิด
แม้การตรวจสอบจะมุ่งไปยังขั้นตอนการดำเนินโครงการของหน่วยงานราชการ แต่ผลลัพธ์ของการตรวจย่อมสะท้อนถึงประสิทธิภาพของนโยบายภาครัฐและระบบบริหารจัดการของรัฐบาลโดยรวม
ข้าราชการก็ต้องระวัง :
อีกด้านหนึ่ง ข้าราชการระดับปลัดกระทรวง อธิบดี และผู้บริหารโครงการ จะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการตัดสินใจมากขึ้น!!! ไม่ว่าจะเป็น…
การกำหนดรายละเอียดโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง
การบริหารสัญญา
หรือการใช้งบประมาณ
นั่นเพราะ…ทุกขั้นตอนอาจอยู่ในขอบเขตของการประเมินความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนโครงการแล้วเสร็จ
หมายความว่า…ความรับผิดชอบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อพบความเสียหาย แต่เริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการดำเนินงาน หากพบช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่ความเสียหายในอนาคต!!!
นักการเมืองตอบยาก :
อีกประเด็นที่น่าจับตา นั่นก็คือ…แนวทางการตรวจสอบเชิงรุก! อาจทำให้ข้ออธิบายที่ว่า…”โครงการยังไม่เกิดความเสียหาย” ไม่ใช่เหตุผลที่เพียงพออีกต่อไป หาก หน่วยงานตรวจสอบ พบว่า…กระบวนการดำเนินงานมีความเสี่ยงต่อการฝ่าฝืนกฎหมาย ขัดกับวินัยการเงินการคลัง หรือไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การตรวจสอบไม่ได้รอผลลัพธ์สุดท้ายของโครงการ แต่ให้ความสำคัญกับ “กระบวนการ” ตั้งแต่ต้น ซึ่งอาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการกำกับดูแลโครงการภาครัฐในอนาคต!!??
บททดสอบใหม่ :
อย่างไรก็ตาม “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” แนะให้สังคมไทยจะจับตาและติดตามประเด็นสำคัญๆ โดยเฉพาะ ได้โปรดช่วยกัน “กดดัน” ให้แนวทางการตรวจสอบเชิงรุกนี้ ได้ถูกนำไปใช้เป็น “มาตรฐานเดียวกัน” กับทุกโครงการของรัฐที่มีวงเงินเกิน 1,000 ล้านบาท
รวมถึง ทำให้เกิดการดำเนินการอย่างต่อเนื่องโดยไม่เลือกปฏิบัติต่อไป!
ทั้งนี้ หากสามารถดำเนินการได้อย่างสม่ำเสมอและเป็นกลาง ก็อาจเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ!” ของระบบตรวจสอบภาครัฐไทย ที่เน้นการป้องกันมากกว่าการแก้ไขภายหลัง และช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อการบริหารงบประมาณของประเทศในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ!!!.






