ประเทศไทยบนเดิมพัน ‘เงินกู้ 4 แสนล้าน’ – I

(ตอนที่ 1/3 – ‘พ.ร.ก. 4 แสนล้าน’ ความจำเป็นของประเทศ? หรือจุดเริ่มต้นวิกฤตความเชื่อมั่น!)

เมื่อรัฐบาลเดินหน้าออก พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ท่ามกลางเหตุผลเรื่องวิกฤตพลังงาน ค่าครองชีพ และเศรษฐกิจที่กำลังเปราะบาง แต่ในอีกด้าน…ฝ่ายค้านกลับยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า การใช้อำนาจครั้งนี้ “อาจขัดรัฐธรรมนูญ” คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ควรกู้หรือไม่” แต่คือ ประเทศไทยกำลังใช้ “อำนาจพิเศษ” เพื่อแก้วิกฤต หรือกำลังเดินเข้าสู่ “วิกฤตความเชื่อมั่น” ครั้งใหม่กันแน่
ในช่วงเวลาที่ประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญกับปัญหา…ค่าครองชีพสูง หนี้ครัวเรือนพุ่ง และเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้ตัดสินใจออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงินสูงถึง 400,000 ล้านบาท
โดยให้เหตุผลว่า…ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งรับมือกับวิกฤตพลังงานโลก และป้องกันผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะลุกลามต่อปากท้องประชาชน
แต่ทันทีที่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ แรงกระเพื่อมทางการเมืองและกฎหมายก็เกิดขึ้นทันที!
ฝ่ายค้านจำนวน 133 คน ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ตีความว่า…การออก พ.ร.ก. ดังกล่าว “เข้าเงื่อนไขความจำเป็นเร่งด่วน” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 จริงหรือไม่?
โดยเฉพาะในส่วนของ 200,000 ล้านบาท หลัง ที่ “รัฐบาลอนุทิน” หวังใช้ไปเพื่อ…ปรับโครงสร้างและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
เพราะหาก ศาลวินิจฉัย ว่า…“ไม่เข้าเงื่อนไข” ผลกระทบที่จะตามมา อาจไม่ใช่แค่โครงการสะดุด! แต่รวมถึงเสถียรภาพของรัฐบาล และความเชื่อมั่นของประเทศทั้งระบบ!!??
เมื่อ “เศรษฐกิจ” กลายเป็น “คดีรัฐธรรมนูญ”
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา รัฐบาล ทั้ง…นายกฯอนุทิน และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ในฐานะ “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล” พยายามสื่อสารในทำนองที่ว่า…
การกู้เงินครั้งนี้คือ “เครื่องมือจำเป็น” เพื่อพยุงค่าครองชีพประชาชน รักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ให้สะดุด!
หนึ่งในมาตรการสำคัญ ก็คือ…โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่ คณะรัฐมนตรี เพิ่งมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา และ เตรียมเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง พร้อมวงเงินช่วยเหลือสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน ตั้งแต่วันที่ 25-29 พฤษภาคมนี้เช่นกัน หรือจนกว่าจะเต็ม 30 ล้านรายชื่อ
แต่ในมุมของฝ่ายค้านกลับมองเห็นต่างออกไป???
ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะ แกนนำพรรคประชาชน ชี้ว่า…รัฐบาลกำลังใช้ “ช่องทางพิเศษ” ผ่าน พ.ร.ก. เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบตามปกติของรัฐสภา ทั้งที่สถานการณ์ยังสามารถใช้งบประมาณปกติได้
คำถามจึงเกิดขึ้นทันทีว่า…“นี่คือความจำเป็นของประเทศ…หรือความเร่งด่วนทางการเมือง?”
มาตรา 172 : หัวใจของวิกฤตครั้งนี้
ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ อยู่ที่…รัฐธรรมนูญมาตรา 172 ซึ่งให้อำนาจรัฐบาลออกพระราชกำหนดได้ เฉพาะในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉิน จำเป็นเร่งด่วน และไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ทั้งนี้ ฝ่ายรัฐบาล ยืนยันว่า…หากรอกระบวนการงบประมาณปกติ ประเทศจะเสียโอกาส วิกฤตพลังงานโลกอาจกระทบเศรษฐกิจไทยรุนแรง และจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับทันที!!!
แต่ในมุมของ ฝ่ายค้านและนักวิชาการบางส่วน กลับตั้งข้อสังเกตสวนไปว่า…แผนงานบางส่วนไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนเฉียบพลัน บางโครงการมีลักษณะคล้ายมาตรการประชานิยม และอาจเข้าข่าย “ใช้อำนาจเกินความจำเป็น”
นี่จึงไม่ใช่แค่…การต่อสู้ทางเศรษฐกิจ แต่คือ “การต่อสู้เรื่องความชอบธรรมในการใช้อำนาจรัฐ”
สิ่งที่น่ากังวลที่สุด อาจไม่ใช่หนี้…แต่คือ “ความเชื่อมั่น”
แม้รัฐบาลจะยืนยันว่า…การกู้เงินครั้งนี้ยังอยู่ในกรอบวินัยการคลัง แต่ หลายสำนักวิจัย เริ่มประเมินตรงกันว่า…หนี้สาธารณะไทยอาจขยับเข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP อย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของประชาชนก็เริ่มสะท้อนความรู้สึกที่น่าสนใจ??? กล่าวคือ…คนไทยจำนวนมาก “อยากให้รัฐช่วย” แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ “กังวลภาระหนี้ของประเทศ”
นี่คือ…สัญญาณของ “วิกฤตความเชื่อมั่น” ที่เริ่มก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ???
เพราะในยุคที่…เศรษฐกิจเปราะบาง สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ตัวเลข GDP นั่นก็คือ “ความเชื่อมั่นว่า…รัฐยังควบคุมสถานการณ์ได้”
และหากวันหนึ่ง…ประชาชนเริ่มไม่เชื่อมั่นทั้งระบบ ผลกระทบอาจรุนแรงยิ่งกว่าวิกฤตเศรษฐกิจเสียอีก!!!
ฉากทัศน์ประเทศไทย หลังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
หาก ศาลวินิจฉัย ว่า…“ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ” รัฐบาลจะเดินหน้าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจได้เต็มรูปแบบ พร้อมได้รับความชอบธรรมทางกฎหมายกลับคืนมา
ตรงกันข้าม หาก ศาลวินิจฉัย ว่า…“ขัดรัฐธรรมนูญ” ผลสะเทือนอาจเกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น…
โครงการที่ผูกกับเงินกู้ต้องชะงัก
ความเชื่อมั่นรัฐบาลลดลง
ตลาดและนักลงทุนเกิดความกังวล
และ อาจนำไปสู่วิกฤตทางการเมืองรอบใหม่!!??
เพราะนี่ไม่ใช่แค่…“กฎหมายการเงิน” แต่มันคือ “เดิมพันทางเศรษฐกิจและการเมือง” ของทั้งประเทศ!!!
แต่ท่ามกลาง การต่อสู้ทางกฎหมายและการเมือง นั้น ในอีกด้านหนึ่งของประเทศ…ประชาชนจำนวนมากยังคงเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นทุกวัน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า…“รัฐบาลจะกู้เงินได้หรือไม่?” แต่คือ…เงินก้อนมหาศาลนี้ จะช่วยชีวิตประชาชนตลอด 4 เดือนของโครงการนี้ ได้จริงมากน้อยแค่ไหน?
ประสิทธิภาพต่อการป้องกันการรั่วไหลของเงินก้อนใหญ่นี้ โดยเฉพาะ โครงการหลัง…วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อ…ปรับโครงสร้างและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ จะทำได้ดีในระดับใด?
โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” พร้อมจะเป็น “ความหวัง” ของเศรษฐกิจฐานราก หรือจะถูกใช้เป็นเพียง “เครื่องพยุงเศรษฐกิจชั่วคราว” ก่อนแรงกระแทกระลอกใหม่จะมาถึง
ประเด็นเหล่านี้ เป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรมองให้ลึกกว่าการอ่านข่าวรายวัน!!!
โปรดติดตามต่อในตอนที่ 2…“ไทยช่วยไทย พลัส : ความหวังของประชาชน หรือเศรษฐกิจที่ถูกพยุงไว้ชั่วคราว?”.






