‘ศุภจี’ ดันรัฐเชื่อมรัฐ! ดีเดย์ 1 ก.ค. 69 เชื่อมข้อมูลนิติบุคคล Real Time สู่รัฐบาลดิจิทัลเต็มรูปแบบ

กระทรวงพาณิชย์ ผนึกกว่า 320 หน่วยงานรัฐ เดินหน้าเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลแบบ Real Time ภายใต้แนวคิด “ปลดล็อกข้อมูลภาครัฐ ลดภาระภาคประชาชน” เตรียมยกเลิกการใช้สำเนาเอกสารกระดาษระหว่างหน่วยงานตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 ลดต้นทุนภาคธุรกิจ เพิ่มความสะดวกประชาชน และยกระดับประเทศไทยสู่รัฐบาลดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างเต็มรูปแบบ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานยกระดับรัฐบาลดิจิทัล ขับเคลื่อนการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคล ภายใต้แนวคิด ‘ปลดล็อกข้อมูลภาครัฐ ลดภาระภาคประชาชน’ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ว่า ในวันนี้ (วันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2569) มีความภูมิใจอย่างยิ่งที่เห็นหน่วยงานภาครัฐของไทยกว่า 320 แห่ง ได้ร่วมกันผนึกกำลังขับเคลื่อนการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ภายใต้การกำกับของกระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้

รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้มาเป็นประธานเปิดงานในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับศักยภาพประเทศ และช่วยปลดล็อกขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในยุคดิจิทัล รัฐบาลมีนโยบายปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐให้เป็นระบบดิจิทัลอัจฉริยะ ช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกิจ และขจัดอุปสรรคทางการค้าเพื่อพาประเทศไทยไปสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค ซึ่งการเชื่อมโยงและบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Government) อย่างเต็มรูปแบบ ไร้สำเนาและไร้รอยต่อ ทำให้ระบบราชการมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบและเข้าถึงข้อมูลได้ด้วยระบบดิจิทัล ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาของประเทศได้อย่างแม่นยำ ประกอบกับ ช่วยติดปีกให้ธุรกิจ SMEs เติบโตได้ด้วยความเท่าเทียม เป็นธรรม และสามารถเข้าถึงข้อมูลภาครัฐได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ การบูรณาการข้อมูลภาครัฐในครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับงานให้บริการประชาชนและภาคธุรกิจ ลดความซ้ำซ้อนของการเรียกเอกสาร และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐในอนาคต

นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนผ่าน ด้านเทคโนโลยี การสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุน และการยกระดับประเทศสู่มาตรฐานสากล โดยเทคโนโลยีในวันนี้ไม่ใช่เพียง “ทางเลือก” แต่เป็น “ทางรอด” ที่ภาครัฐต้องเร่งปรับตัวและนำมาใช้ในการยกระดับการให้บริการประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ที่ผ่านมา เอกสารถือเป็นภาระสำคัญของประชาชนและภาคธุรกิจในการติดต่อราชการ การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐในครั้งนี้ จะช่วยให้ประชาชนได้รับบริการที่รวดเร็วขึ้น ลดขั้นตอน ลดการเดินทาง และลดภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม” นางศุภจี กล่าว
ในปี 2568 ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในฐานะหน่วยงานที่ให้บริการข้อมูลนิติบุคคล ได้ให้บริการทั้งภาครัฐและภาคเอกชนโดยได้ออกหนังสือรับรองนิติบุคคลรวมจำนวน 2.3 ล้านฉบับ และออกสำเนาเอกสารทางทะเบียนและสำเนางบการเงินรวม 10 ล้านแผ่น ซึ่งต้องใช้กระดาษรวมแล้วประมาณ 19.2 ล้านแผ่นต่อปี การขับเคลื่อนความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการผนึกกำลังของหน่วยงานราชการทั้ง 320 แห่ง ที่จะเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แบบ Real Time ผ่านเครือข่ายสารสนเทศของแต่ละหน่วยงาน โดยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

สำหรับหน่วยงานราชการด้วยกัน กรมฯ จะเปลี่ยนการให้บริการข้อมูลนิติบุคคล ในรูปแบบกระดาษและเปลี่ยนผ่านไปสู่งานให้บริการด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบผ่านระบบเชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจ (BDEX: Business Data Exchange) สำหรับการตรวจค้นและตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลและระบบบริการข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์สำหรับหน่วยงานภาครัฐ (DBD e-Service for Government) สำหรับอนาคตวางเป้าหมาย ที่หน่วยงานราชการจะยกเลิกการเรียกสำเนาหนังสือรับรองและสำเนาเอกสารนิติบุคคลกับประชาชน เป็นการอำนวยความสะดวกในการให้บริการประชาชนของหน่วยงานราชการ และลดต้นทุนในการประกอบธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ค่าเดินทาง มาติดต่อราชการ หรือการเตรียมเอกสารต่างๆ ในรูปแบบกระดาษ ที่ถือเป็นต้นทุนของทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ ปัจจุบัน มีหน่วยงานภาครัฐเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลแล้วกว่า 180 หน่วยงาน แต่ยังมีเป้าหมายที่จะเพิ่มเติม อีก 140 หน่วยงาน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้อย่างมหาศาล สะท้อนถึงประสิทธิภาพของการบูรณาการข้อมูลภาครัฐที่สามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน”

ทั้งนี้ การลดใช้เอกสารกระดาษจากการเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐกว่า 320 แห่ง จะช่วยลดการใช้กระดาษได้มากกว่า 19 ล้านแผ่นต่อปี หรือเทียบเท่าการอนุรักษ์ต้นไม้กว่า 2,000 ต้น คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 25 ไร่ต่อปี รวมทั้งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ กล่าวว่า การเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ผ่านระบบบริการที่รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยข้อมูลนิติบุคคลสำคัญจะสามารถเข้าถึงได้ผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจและยกระดับบรรยากาศการลงทุนของประเทศ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังตั้งเป้าหมายผลักดันประเทศไทยเข้าสู่มาตรฐาน OECD ภายในปี 2573 ซึ่งการยกระดับรัฐบาลดิจิทัลและการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐอย่างเป็นระบบ จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการบริหารภาครัฐ ของไทยให้เทียบเท่าสากล ทั้งในด้านความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล

“รัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์มีความตั้งใจที่จะผลักดันการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐเพื่อยกระดับงานบริการให้มีประสิทธิภาพสูงสุดตามวิสัยทัศน์รัฐบาลดิจิทัลที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง วางรากฐานระบบราชการไทยให้มีความเข้มแข็ง ทันสมัย และพร้อมนำพาเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยตั้งเป้าหมายในอนาคตต้องยกเลิกการเรียกเอกสารกระดาษจากประชาชน สำหรับความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาระบบราชการไทยให้ทันสมัย โปร่งใส และไร้รอยต่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน พร้อมสนับสนุนให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs สามารถเติบโตได้อย่างมีศักยภาพในเวทีโลกต่อไป”
“รัฐบาลมุ่งหวังให้หน่วยงานภาครัฐเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้ให้บริการที่ยึดประชาชนและผู้ประกอบการ เป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง พร้อมยกระดับทักษะบุคลากรภาครัฐให้สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อบริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ ผู้บริหารจาก 3 หน่วยงานหลักได้ร่วมกล่าวถึงทิศทางและการขับเคลื่อนการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ โดย นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ ก.พ.ร. เน้นย้ำความสำคัญของการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐเพื่อยกระดับการบริการสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (e-Government) พร้อมระบุบทบาทของ ก.พ.ร. ในการผลักดันการบูรณาการข้อมูลภาครัฐอย่างเป็นระบบ ขณะที่นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยืนยันความพร้อมของชุดข้อมูลนิติบุคคล และการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจและประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้านนางไอรดา เหลืองวิไล รองผู้อำนวยการ สพร. รักษาการแทนผู้อำนวยการ สพร. กล่าวว่า ระบบ Government Data Exchange (GDX) มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ ช่วยลดการขอสำเนาเอกสารราชการ และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนอย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น.






