รายงานตัวสภาฯ ทว่า…เกมการเมืองยังไม่จบ!

การทยอยนำสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้ารายงานตัวต่อรัฐสภา อาจเป็นเพียงขั้นตอนตามกฎหมายของระบอบรัฐสภา แต่บรรยากาศการเมืองกลับเต็มไปด้วยสัญญาณการวางตำแหน่งทางอำนาจของพรรคการเมือง ท่าทีของแกนนำหลายพรรค โดยเฉพาะพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ สะท้อนว่าเกมจัดตั้งรัฐบาลยังไม่ถึงบทสรุป
การนำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทยอยเข้ารายงานตัวต่อ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะ ช่วงสายวันนี้ (6 มี.ค.2569) ของบางพรรคการเมือง ที่อาจดูเป็นเพียงขั้นตอนตามครรลองของระบอบรัฐสภา
แต่บรรยากาศทางการเมืองที่เกิดขึ้นควบคู่กับเหตุการณ์ดังกล่าว กลับสะท้อนการแข่งขันเชิงอำนาจที่ยังไม่สิ้นสุด??? โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ การจัดตั้ง “รัฐบาลใหม่” ยังอยู่ในระยะของการประเมินสมการเสียงและการวางตำแหน่งของพรรคการเมืองต่าง ๆ
หนึ่งในภาพที่ถูกจับตามองคือ การนำ ส.ส.ของพรรคกล้าธรรม เข้ารายงานตัวต่อรัฐสภา ซึ่งมีการเตรียมรถบัสนำ ส.ส.ของพรรคเดินทางมาพร้อมกัน ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค เดินทางมารอที่รัฐสภาก่อนหน้านั้น พร้อมนำ ส.ส.เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในบริเวณรัฐสภาเพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเริ่มต้นทำหน้าที่
ภาพดังกล่าว…สะท้อนความพยายามแสดงเอกภาพของพรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส.ไม่น้อยในสภาขณะเดียวกัน คำให้สัมภาษณ์ของแกนนำพรรคก็ยังคงใช้ถ้อยคำที่ระมัดระวังต่อสมการจัดตั้งรัฐบาล!!!
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวถึงกระแสการร่วมรัฐบาลว่า ขณะนี้พรรคยังไม่ได้มีการพูดคุยกับพรรคใด และย้ำว่าพรรคไม่ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จึงต้องให้เกียรติพรรคที่กำลังดำเนินกระบวนการดังกล่าวก่อน โดยระบุว่า “ถ้าผมได้รับมอบหมายให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็จะมีความชัดเจนว่าพรรคไหนจะเข้าร่วม แต่ตอนนี้เราไม่ใช่พรรคแกนนำ เราจึงให้เกียรติถึงที่สุด เพราะเป็นมารยาททางการเมือง”
คำกล่าวดังกล่าวสะท้อน ท่าทีที่พยายามรักษาระยะห่างทางการเมือง ขณะเดียวกันก็ ไม่ปิดประตูต่อบทบาทในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน
โดย ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวด้วยว่า ตนเป็นนักการเมืองมาหลายปี เคยทำหน้าที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน จึงพร้อมทำหน้าที่ในทุกบทบาท โดยระบุว่า “เราอยู่ตรงไหนก็ทำงานได้ หัวโขนที่คนสวมอยู่หลุดได้ทุกเมื่อ”
อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกจับตาคือ คำถามเรื่องความเป็นเอกภาพของ ส.ส.ภายในพรรค หากพรรคต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส ตอบอย่างมีนัยว่า ไม่กังวลเรื่อง “งูเห่า” และย้ำว่า กว่าจะได้ ส.ส.แต่ละคนมาร่วมงานต้องใช้ความพยายามไม่น้อย
พร้อมระบุว่า “กว่าจะได้ ส.ส.แต่ละคนมา ผมเหนื่อยมาพอสมควร ถ้าใครไปจากผมก็ถือเป็นนักการเมืองที่เลวที่สุด”
ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนความพยายามรักษาเอกภาพของพรรคในช่วงที่การเมืองกำลังเข้าสู่การต่อรองเชิงอำนาจ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า อาจมีความพยายามดึงตัว ส.ส.จากพรรคต่าง ๆ เพื่อเสริมสมการเสียงของฝ่ายรัฐบาลในอนาคต
ในอีกด้านหนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นอีกพรรคที่ถูกจับตา? เมื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค นำ ส.ส.ของพรรคเข้ารายงานตัวต่อรัฐสภา พร้อมกับเดินชมพื้นที่ต่าง ๆ ภายในอาคารรัฐสภา เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในอาคารรัฐสภาแห่งนี้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า แม้จะเคยทำงานการเมืองมานาน แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้กลับเข้าสู่สภาในบรรยากาศเช่นนี้อีกครั้ง โดยระบุว่า “ถ้าสารภาพตามตรง ปีที่แล้วก็ไม่นึกว่าจะกลับมาในบรรยากาศแบบนี้ แต่วันนี้ก็ตั้งใจเต็มที่ เพราะงานในสภาเป็นงานที่ผมชอบที่สุดในแง่มุมของการเมือง”
เมื่อถูกถามถึงกระแสการเข้าร่วมรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ยังไม่ได้รับการติดต่อจากฝ่ายใด แต่พรรคได้เตรียมการทำงานฝ่ายนิติบัญญัติไว้แล้วไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทใด โดยกล่าวว่า “ยังไม่มีอะไร เพราะฟังจากนายกรัฐมนตรีว่าจะรอให้กระบวนการต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อยก่อน พรรคก็เตรียมงานไว้แล้วไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล”
ท่าทีดังกล่าวสะท้อน ยุทธศาสตร์การเมืองแบบเปิดพื้นที่ทางเลือก โดยไม่รีบ “ประกาศจุดยืน” อย่างแข็งตัวตั้งแต่ต้น ขณะเดียวกันยังเน้นย้ำถึง บทบาทสำคัญของรัฐสภาในการผลักดันกฎหมายและแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะประเด็น เศรษฐกิจ พลังงาน และความเชื่อมั่นของประชาชน
ในภาพรวมของการเมืองช่วงนี้ การรายงานตัวของ ส.ส.จึงไม่ได้เป็นเพียงพิธีการทางรัฐสภา หากแต่เป็นเวทีที่สะท้อนท่าทีและการวางตำแหน่งของพรรคการเมืองต่าง ๆ ต่อสมการจัดตั้งรัฐบาล
ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้ง…สังคม ภาคธุรกิจ และความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการเห็น “รัฐบาลใหม่” เข้ามาบริหารประเทศโดยเร็ว
พรรคการเมืองแต่ละพรรค…จึงต้องเดินเกมอย่างระมัดระวัง ทั้งในแง่ของการรักษาภาพลักษณ์ การตอบสนองต่อฐานเสียง และการรักษาความสัมพันธ์ทางการเมืองในระยะยาว
ท้ายที่สุดแล้ว! การเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และการจัดสรรตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี จะเป็นจุดชี้ขาดสำคัญของสมการทางการเมืองในช่วงต่อไป ว่า…
พรรคใดจะก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และพรรคใดจะทำหน้าที่ตรวจสอบจากอีกฟากหนึ่งของสภา
เพราะในระบบรัฐสภา การรายงานตัวอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่เกมการเมืองที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!!??.






