ใช่หรือ? ‘เกมการเมือง’ เมื่อย้ายเอง ‘นอกฤดูกาล’

“ไม่มีอะไรในกอไผ่” วลีการเมืองจาก…หัวหน้าพรรคเพื่อไทย น้ำหนักอาจไม่เพียงพอ? เมื่อเทียบกับปม “โยกย้าย ขรก.นอกฤดูกาล” จนกลายเป็นชนวนการเมือง! ระหว่าง…เกมการเมือง กับ “ใบสั่งย้ายฯ” ถามคนไทย…อะไรคือ “จุดเริ่มต้น” ของเรื่องนี้ และเราควรตั้งคำถามกับใครมากกว่ากัน???
หากไม่มี “คำสั่ง” โยกย้ายนอกฤดูกาล กรณีของ นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร แล้วล่ะก็ เรื่องนี้…ยังจะกลายเป็นข่าวใหญ่หรือไม่???
คำถามนี้ อาจเป็น “จุดตั้งต้น” ที่อาจสำคัญกว่า…คำตอบใดๆ ในสถานการณ์ที่กำลังถูกอธิบายว่าเป็น “เกมการเมืองของฝ่ายตรงข้าม” เช่นที่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะ “หัวหน้าพรรคเพื่อไทย” ต้นสังกัดของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ “ต้นเรื่อง” ของชนวนการเมืองรอบใหม่นี้…อธิบายความ?
เพราะในความเป็นจริงแล้ว กระแสข่าวไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ หากแต่มี “เหตุ” ที่ทำให้มันเกิด และ “เงื่อนไข” ที่ทำให้มันลุกลาม…บานปลาย
คำชี้แจงของ นายจุลพันธ์…“เกมการเมือง!” อาจไม่ใช่เรื่องผิดทั้งหมด เพราะในทางการเมือง ย่อมมีฝ่ายที่พร้อมจะขยายทุกประเด็นให้กลายเป็นแรงกดดันต่อรัฐบาลอยู่แล้ว
แต่คำถามที่สำคัญยิ่งกว่า ก็คือ…หากไม่มีการตัดสินใจบางอย่างที่เปิดช่องให้ถูกตั้งคำถามขึ้นมาก่อนแล้ว เกมดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ง่ายเพียงนี้หรือไม่???
การโยกย้าย นายราเชน ไปเป็นผู้ตรวจราชการ ไม่ใช่เพียงการ “ปรับตำแหน่ง” ตามปกติในสายตาของสังคมไทย นั่นเพราะ…สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ถูกจับตามอง ไม่ใช่แค่ “การโยก” แต่มันคือ “จังหวะของการโยก”
การเปลี่ยนแปลงนอกฤดูกาลในระบบราชการไทย มักถูกตีความว่าเป็น…สัญญาณของเหตุพิเศษ?
ไม่ว่าจะเป็น…ความไม่ลงรอยเชิงนโยบาย การจัดทีมใหม่ หรือแม้กระทั่งแรงกดดันทางการเมืองที่มองไม่เห็น ก็ตามที
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อมโยงทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น…ข่าวเรื่องสายสัมพันธ์ หรือบทบาทของบุคคลใกล้ชิดในแวดวงการเมือง ก็ยิ่งทำให้การโยกย้ายครั้งนี้ ถูกตีความไปไกลกว่า “เรื่องงาน” และกลายเป็น “เรื่องความสัมพันธ์ของอำนาจ” ไปในบัดดล!!!
ในบริบทเช่นนี้ คำอธิบายว่า…เป็นเพียงเรื่องปกติของการบริหารราชการ จึงอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ข้อสงสัยคลี่คลายลง
การที่ นายจุลพันธ์ ระบุว่า “ไม่มีอะไรในกอไผ่” อาจเป็นความพยายาม ลดแรงกระแทกทางการเมือง! แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็อาจสะท้อนว่า…มี “บางอย่าง” ที่ยังไม่ได้ถูกอธิบายอย่างชัดเจน
เพราะหากทุกอย่างเป็นเรื่องปกติอย่างแท้จริง เหตุผลเชิงการบริหารที่โปร่งใสและตรงไปตรงมา น่าจะสามารถตอบคำถามของสังคมไทย ได้ดีกว่าการใช้วาทกรรมเชิงป้องกัน
ในความเป็นจริง! เกมการเมืองอาจเกิดขึ้นจริงอย่างที่กล่าว แต่สิ่งที่ควรถูกพิจารณาอย่างรอบด้าน นั่นคือ…เกมนั้นเกิดขึ้น “หลังจาก” การตัดสินใจ หรือ “เพราะ” การตัดสินใจนั้นกันแน่!!??
เพราะเมื่อมี การเคลื่อนไหวที่ผิดไปจากความคุ้นเคยของระบบราชการ ก็ย่อม “เปิดพื้นที่” ให้การตีความและการช่วงชิงความหมายเกิดขึ้นได้เสมอ
บทบาทของ นายสุริยะ ในฐานะ “ผู้มีอำนาจตัดสินใจ” จึงอยู่ในจุดที่หลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบไม่ได้
แม้ว่า…การจัดวางบุคลากรเพื่อขับเคลื่อนนโยบายเป็นสิทธิของฝ่ายบริหาร
แต่ในขณะเดียวกัน การตัดสินใจดังกล่าวก็ต้องเผชิญกับมาตรฐานของความโปร่งใส และความเหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อ…การเปลี่ยนแปลงนั้น เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่ปกติ
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าความขัดแย้งระหว่างฝ่ายการเมือง นั่นคือ…การเปลี่ยนแปลงใน “วิธีคิดของสังคมไทย” ต่อระบบราชการ
จากเดิมที่…อธิบดีอาจถูกมองว่าเป็น “ข้าราชการมืออาชีพ” ที่วางตัวเป็นกลาง ปัจจุบัน…กลับถูกตั้งคำถามถึง “เส้นสาย” และ “เครือข่าย” มากขึ้น!!!
เมื่อการรับรู้ของสังคมไทยเปลี่ยนไป การโยกย้ายแต่ละครั้ง…จึงอาจไม่ใช่เพียงการบริหารบุคคล แต่กลายเป็น “สัญญาณ” ของการจัดระเบียบอำนาจ ไปโดยปริยาย!!??
ท้ายที่สุดแล้ว คำถามอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า…“ฝ่ายตรงข้ามคือใคร?” แต่อยู่ที่ว่า…“อะไรคือ “จุดเริ่มต้น” ของความคลางแคลงใจ” ในรอบนี้
ระหว่างคำอธิบายว่า…เป็นเกมการเมือง กับ ข้อเท็จจริงของการตัดสินใจที่เกิดขึ้นก่อนหน้า สังคมไทยอาจต้องพิจารณาให้รอบด้านว่า…
สิ่งใดคือสาเหตุ? และสิ่งใดคือผลลัพธ์?
เพราะในโลกของการเมือง บางครั้ง…เกมอาจไม่ได้เริ่มจาก “ผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม” แต่อาจเริ่มตั้งแต่ “จังหวะ” ที่มีใครบางคน “ขยับ” หมากตัวแรก โดยที่ยังไม่มีใครทันได้ตั้งคำถามด้วยซ้ำว่า…
ทำไมหมากตัวนั้น…จึงถูกเดินในห้วงเวลาดังกล่าว!!!.






