ปรับเกม ดบ. รับมือไฟสงคราม!!??

(ดอกเบี้ยขาลง 0.25% ก่อนไฟสงครามโลกใหม่? แล้วไทยจะประคองเศรษฐกิจสู้ปมเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างไร?)

“แบงก์รัฐ-เอกชน” ชิงประกาศลดดอกเบี้ยตามเกมของ กนง. ก่อนวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์โลก หลังเกิดเหตุปะทะ “สหรัฐฯ–อิสราเอล” VS อิหร่าน โจทย์ใหญ่ที่รออยู่ อาจไม่ใช่แค่ “ลดดอกเบี้ยแล้วจะช่วยใคร?” แต่เพราะ…ไทยจำต้องเดินเกมดอกเบี้ยอย่างไร? หากราคาน้ำมันและเงินทุนโลกผันผวนรุนแรงกว่าที่คิด!!!
การตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่มีมติ ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% เหลือ 1.00% ต่อปี ถือเป็นการส่งสัญญาณเชิงนโยบายที่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในโหมด “ประคอง” มากกว่า “เร่งเครื่อง”
ก่อนหน้านี้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ย้ำว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว แม้ยังมีปัจจัยเสี่ยงทั้งโครงสร้างภายในและความผันผวนจากภายนอก
เขาเน้นว่า…การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. เป็นส่วนหนึ่งของการผสานมาตรการทางการเงินและการคลังที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ทั้งนี้เพื่อลดแรงกดดันให้กับภาคครัวเรือนและ SMEs ท่ามกลางแนวโน้มการแข่งขันและการชะลอตัวของการบริโภคภาคเอกชน
และทันทีที่สัญญาณดังกล่าวถูกส่งออกมา ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐและธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ต่างทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงตามทิศทางเดียวกัน เพื่อส่งผ่านต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลงสู่ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจจริง
ธนาคารออมสิน (GSB) โดย นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน (รักษาการแทนผู้อำนวยการ) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทลง 0.15% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เพื่อขานรับนโยบายรัฐบาลและกระทรวงการคลังในการบรรเทาภาระหนี้และกระตุ้นการบริโภคในประเทศ
โดยระบุชัดว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุนทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs และรายย่อย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสภาพคล่องท่ามกลางเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวแบบเปราะบาง
ในทิศทางเดียวกัน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ภายใต้การนำของ ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15% ต่อปี โดย MRR ใหม่อยู่ที่ 6.145% มีผล 4 มีนาคม 2569 เพื่อช่วยลดภาระค่างวดที่อยู่อาศัย และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อบ้าน ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในภาวะที่กำลังซื้อยังไม่กลับมาเต็มศักยภาพ
นอกจากนี้ นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MOR) ลงประมาณ 0.10% ต่อปี เพื่อตอบรับมติ กนง. โดยมีผลตั้งแต่รอบการปรับแรกในเดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป
“การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ เป็นการสนับสนุนเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์ และลูกค้ารายใหญ่ของ ธ.ก.ส. ให้สามารถลดต้นทุนทางการเงิน หลังจากที่รายได้ภาคเกษตรยังมีความผันผวนจากราคาสินค้าเกษตรและต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ กนง. ที่ต้องการสร้างสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจริง ทั้งยังช่วยหนุนเสถียรภาพภูมิภาคด้วย” นายฉัตรชัย ระบุ
ขณะที่ ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) กล่าวว่าธนาคารฯได้ประกาศ ปรับลดอัตรากำไร (Profit Rate) ของสินเชื่อทุกประเภทลงสูงสุดประมาณ 0.10% มีผลตั้งแต่ 4 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อสอดคล้องกับทิศทางการลดดอกเบี้ยของ กนง.
“ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการส่งผ่านนโยบายการเงินของประเทศสู่ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่ใช้ระบบการเงินตามหลักการอิสลาม การปรับลดอัตรากำไรสินเชื่อครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยลดภาระการชำระหนี้ให้ผู้กู้ แต่ยังช่วยคงความสมดุลระหว่างผลตอบแทนของผู้ฝากเงินและต้นทุนของผู้ขอกู้ เพื่อให้ระบบการเงินโดยรวมดำเนินได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก” ดร.ทวีลาภ กล่าว
ส่วน นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D BANK) กล่าวว่า ธนาคารได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สูงสุด 0.15% สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อลดต้นทุนทางการเงินและตอบรับนโยบายการเงินของ กนง.
“มาตรการลดอัตราดอกเบี้ยของธพว. ถือเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านอุปสงค์ภายในประเทศและภายนอก การสนับสนุนด้านต้นทุนทางการเงินจะช่วยให้เอสเอ็มอีมีความคล่องตัวมากขึ้น สามารถลงทุนและขยายกิจการอย่างมั่นคง แม้สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจโลกกำลังผันผวนจากปัจจัยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” นายพิชิต ย้ำ
ทางด้าน ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) โดย นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงสูงสุด 0.15% มีผล 2 มีนาคม 2569 เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาภาระหนี้ครัวเรือน
ขณะที่ ธนาคารกสิกรไทย (KBank) ภายใต้การบริหารของ นางสาวขัตติยา อินวิชัย ประกาศปรับลด MRR ลง 0.10% เหลือ 6.58% เพื่อให้การส่งผ่านนโยบายการเงินถึงภาคเศรษฐกิจจริงมีประสิทธิภาพสูงสุด
ส่วน ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) นำโดย นายปิติ ตัณฑเกษม ลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทลง 0.10% ต่อปี โดยเน้นย้ำเป้าหมายการสร้างสุขภาพทางการเงินที่ยั่งยืนให้ลูกค้า
โดยก่อนหน้านี้ ธนาคารกรุงไทย โดย นางสาวศรัณยา เวชากุล ประธานผู้บริหาร Financial, Strategy & Resources Management เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ จากความท้าทายรอบด้านและปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งเศรษฐกิจนอกระบบมีขนาดใหญ่ หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง กระทบต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจ และการดำรงชีพของภาคครัวเรือน
ธนาคารจึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) เหลือ 6.270%ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) เหลือ 6.300%ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) เหลือ 6.845%ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้ ลดค่าใช้จ่ายทางการเงินให้แก่ลูกค้าประชาชน โดยเฉพาะครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการ SME ประคองการจ้างงาน สอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
ขณะที่ นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ธนาคารประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ โดย อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate: MLR) เป็น 6.35% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate: MOR) เป็น 6.50% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate: MRR) เป็น 6.50% ต่อปี
ทั้งนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของ กนง. ที่ต้องการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวและมีความเสี่ยงมากขึ้น รวมถึงสนับสนุนประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายของภาครัฐ
ภาพรวมจึงชัดเจน ว่า การลดดอกเบี้ยรอบนี้ไม่ใช่การเคลื่อนไหวโดดเดี่ยวของธนาคารกลาง แต่เป็น “การประสานจังหวะ” ระหว่างนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และระบบธนาคาร เพื่อบรรเทาภาระดอกเบี้ยในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป และหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม จังหวะการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ เกิดขึ้นก่อนหน้าเหตุปะทะทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน ที่ได้ยกระดับการโจมตีและตอบโต้กันในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับฐานทัพและผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์
โดยหากสถานการณ์ลุกลามยืดเยื้อ สิ่งแรกที่โลกจะเผชิญคือความผันผวนของราคาน้ำมัน ซึ่งอาจพุ่งสูงอย่างรวดเร็วจากความเสี่ยงด้านอุปทานในตะวันออกกลาง
สำหรับไทย ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่แค่ตัวเลขในปั๊มน้ำมัน แต่หมายถึงแรงกดดันเงินเฟ้อนำเข้า ต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น และกำลังซื้อที่ถูกบีบจากค่าครองชีพ
ดังนั้น การลดดอกเบี้ย 0.25% จึงเปรียบเสมือน “กันชน” ทางนโยบาย เผื่อรองรับแรงกระแทกจากภายนอกที่อาจรุนแรงขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว
ในเชิงยุทธศาสตร์ การตัดสินใจของ กนง. สะท้อนว่า…ธนาคารกลางประเมินแล้วว่าความเสี่ยงด้านการเติบโตในประเทศมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะสั้น แต่หากความขัดแย้งตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อไทยอาจกลับมาเร่งตัว และพื้นที่ในการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมจะถูกจำกัดทันที
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ “รอบนี้คือจุดเริ่มต้นของวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง หรือเป็นเพียงการลดเชิงป้องกันครั้งเดียว”
หากสถานการณ์โลกไม่ลุกลาม และเศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ โอกาสที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ภายในครึ่งหลังของปีมีความเป็นไปได้ แต่หากเงินเฟ้อเร่งตัวจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ธนาคารกลางอาจต้องหยุดรอดูสถานการณ์ และรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตกับเสถียรภาพราคา
สำหรับ ภาคธุรกิจ ผลของดอกเบี้ยที่ลดลงจะช่วยบรรเทาภาระทางการเงินทันที โดยเฉพาะสินเชื่อบ้านแบบลอยตัวที่ค่างวดอาจลดลง หรือหากค่างวดเท่าเดิม เงินต้นจะถูกตัดได้มากขึ้น แต่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ SMEs ต้องการมากที่สุดยังคงเป็น “ยอดขาย” และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งผูกโยงกับรายได้ การจ้างงาน และเสถียรภาพราคาพลังงาน
ในมุม ธนาคารทั้งของรัฐและเอกชน นั้น การลดดอกเบี้ยจะกดดันส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย (NIM) ลงบางส่วน ขณะที่ ความเสี่ยงคุณภาพสินทรัพย์ยังเป็นโจทย์ใหญ่ หากเศรษฐกิจโลกชะลอแรงจากความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ การส่งออกไทยอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่ม และอาจสะท้อนกลับมาเป็นความเสี่ยงด้านหนี้เสียในระยะถัดไป
ดังนั้น การลดดอกเบี้ย 0.25% รอบนี้ จึงไม่ใช่สัญญาณว่า…เศรษฐกิจไทยแข็งแรงเพียงพอจะเดินหน้าเต็มกำลัง หากแต่เป็นการยอมรับว่าโลกกำลังเข้าสู่ช่วงความไม่แน่นอนสูง และไทยต้องเตรียมเครื่องมือรองรับแรงกระแทกจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ในโลกที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์พร้อมจะปะทุ ตีคู่ไปกับความเปราะบางทางเศรษฐกิจภายใน นั้น การตัดสินใจด้านดอกเบี้ยจึงกลายเป็น “ยุทธศาสตร์การทรงตัว” มากกว่ายุทธศาสตร์การเร่งเติบโต 0.25% อาจดูเล็กในเชิงตัวเลข
แต่ใน เชิงนโยบาย สิ่งนี้ คือ การขยับหมากล่วงหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยถูกพายุโลกพัดล้มก่อนที่เครื่องยนต์ในประเทศจะฟื้นตัวเต็มที่
และนั่นคือ…โจทย์ใหญ่ที่ผู้กำหนดนโยบายต้องเผชิญในเดือนต่อ ๆ ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!!!.






