บทเรียนสอนตน

(บทลงโทษทางการเมือง…เมื่อพรรคการเมืองหลุดจากความเป็น “ตัวตน” ของตัวเอง)
ความพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้ง 8 ก.พ.ที่ผ่านมา หาใช่เพียงความพลาดพลั้งทางยุทธวิธี! แต่มันคือ “บทเรียนทางการเมือง” ที่ว่าด้วย…การสูญเสีย “อัตลักษณ์” ความเป็นตัวแทนประชาธิปไตยหัวก้าวหน้า เมื่อสร้างการตัดสินใจเชิงอำนาจ! ที่สวนทางกับแรงศรัทธาของฐานเสียง ก่อเกิดเป็น “ผลลัพธ์” ของการเมืองที่ไม่สามารถอธิบายตัวเองต่อประชาชนได้อีกต่อไป
การเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านพ้นไปกับความพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทย…พรรคใหญ่ที่ครองอันดับ 1 มายาวนานหลายสิบปี เพิ่งจะมาพลาดท่า…พ่ายแพ้ให้กับ พรรคสีส้ม (พรรคก้าวไกล) ก็เมื่อคราวเลือกตั้งใหญ่ครั้งก่อน (พ.ค.2566)
แต่กับความพ่ายแพ้รอบใหม่…ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน! หากแต่เป็น “ผลสะสม” ของความคลาดเคลื่อนทางการเมืองที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
นี่ไม่ใช่…ความพ่ายแพ้ตามวัฏจักรอำนาจ แต่มันคือการ…“ถูกลงโทษทางความเชื่อมั่น” จากประชาชน ซึ่งรุนแรงกว่า….การแพ้เลือกตั้งทั่วไป เพราะมันได้สะท้อนว่า…
พรรคได้ “หลุด!” ออกจากความเป็นตัวตน ที่เคยทำให้สังคมไทย…ยอมรับและไว้วางใจไปเสียแล้ว!!??
ผลคะแนนที่ปรากฏ พรรคเพื่อไทยได้ที่นั่งเพียง 76 ส.ส. กลายเป็น…พรรคอันดับ 3 แพ้ยับ! ในพื้นที่ “สัญลักษณ์ทางการเมือง” ไล่ตั้งแต่…กรุงเทพมหานคร จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดน่าน ซึ่งล้วนเคยเป็น ฐานเสียงสำคัญมาตั้งแต่…ยุคพรรคไทยรักไทย
การสอบตกของนักการเมือง “ระดับแกนนำ” จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต รมว.สาธารณสุข และอดีตหัวหน้าพรรคฯ ที่พ่ายแพ้ครั้งแรกในรอบกว่า 25 ปี
การพ่ายแพ้ของ นายสรวงศ์ เทียนทอง อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ อดีตรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา
หรือ การสูญเสีย ส.ส.กทม.ทั้งหมด ที่คราวก่อนเคยมีชื่อของ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีต รมช.มหาดไทย และ อดีต สส.กทม.หลายสมัย ในฐานะ…สส.เขตลาดกระบัง
ทั้งหมดล้วนเป็นสัญญาณว่า…ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ตัวบุคคล” หากแต่อยู่ที่ “โครงสร้างความเชื่อมั่นต่อพรรค” ที่พังทลายลงพร้อมกันทั้งระบบ!!!
“ต้นตอสำคัญ” ของความเสื่อมศรัทธานี้ เริ่มจาก…การตัดสินใจ “จัดตั้งรัฐบาล” หลังการเลือกตั้งครั้งก่อน เมื่อ พรรคเพื่อไทย เลือก “จับมือ” กับขั้วอำนาจที่เคยเป็น “คู่ขัดแย้ง” ทางการเมืองอย่างชัดเจน อย่าง…พรรค 2 ลุง
เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี
สิ่งนี้ พรรคเพื่อไทย อธิบายว่า…เป็นทางเลือกเพื่อเสถียรภาพและการเดินหน้าประเทศ แต่ใน สายตาของ “ฐานเสียงดั้งเดิม” แล้ว การตัดสินใจดังกล่าว…ได้ถูก “ตีความ” ว่าเป็นการ “แลกอุดมการณ์กับอำนาจ” และเป็น “จุดตั้งต้น” ที่พรรคเริ่มสูญเสียสถานะ “ตัวแทน” ฝ่ายประชาธิปไตย ไปโดยปริยาย…
ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่…การจัดตั้งรัฐบาล ที่เตะให้ พรรคก้าวไกล ต้องไปทำหน้าที่เป็น “แกนนำฝ่ายค้าน” หากแต่ขยายผลต่อเนื่องมายังการบริหารประเทศในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งของ “รัฐบาลเศรษฐา” และ “รัฐบาลแพทองธาร”
นโยบายสำคัญหลายเรื่อง? ไม่สามารถส่งผลเชิงประจักษ์ต่อชีวิตประชาชนได้อย่างที่คาดหวัง
ขณะที่ “ภาพลักษณ์รัฐบาล” ยังถูกมองว่าเป็น…รัฐบาลประนีประนอม มากกว่านำการเปลี่ยนแปลง
ความรู้สึกของสังคมไทย จึงไม่ใช่เพียง “ความผิดหวังเชิงนโยบาย” แต่คือความรู้สึกที่ว่า…
“พรรคไม่รู้แล้วว่า…ตัวเองยืนอยู่ตรงไหน???”
ยังจะมีปัจจัยซ้ำเติม! นั่นคือ…การสื่อสารทางการเมือง ที่ยิ่งตอกย้ำภาพ “การเมืองวงใน” ไม่ว่าจะเป็น…
คลิปเสียงที่เกี่ยวข้องกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ณ ขณะนั้น ซึ่งแม้คลิปเสียงดังกล่าว…จะไม่สร้างผลสะเทือนในเชิงกฎหมายโดยตรง แต่กลับมี “นัยสำคัญ” ในเชิงสัญลักษณ์ เพราะมันสะท้อนว่า…
ศูนย์อำนาจที่แท้จริงของพรรค! ยังไม่หลุดพ้นจากเงาของ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร!!!
ภาพเช่นนี้ ไม่เพียง “ไม่ดึงดูด” คนรุ่นใหม่ แต่ยังทำให้ “ฐานเสียงเดิม” เกิดความอึดอัดใจ ต่อทิศทางพรรคในระยะยาว
ข่าวการเข้าเยี่ยม “อดีตนายกฯทักษิณ ที่เรือนจำหลัง เมื่อช่วงสายวันนี้ (9 ก.พ.) เพียงหนึ่งวันหลังการเลือกตั้งใหญ่ พร้อมถ้อยคำให้กำลังใจจากครอบครัว
แม้จะเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ไม่ผิด แต่ในเชิงการเมือง…กลับเกิดขึ้นในจังหวะที่สังคมไทยกำลังตั้งคำถามต่อพรรคอย่างรุนแรง!!??
ภาพดังกล่าว จึงถูกอ่านว่า…พรรคยังมองการเมืองผ่านกรอบครอบครัว มากกว่าการอธิบายความพ่ายแพ้และอนาคตของพรรคต่อสาธารณะ
ขณะเดียวกัน ถ้อยแถลงของ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดทนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย หลังการเลือกตั้ง แม้จะเต็มไปด้วย “แรงบันดาลใจ” และ “เจตนาที่ดี” แต่นั่น ก็ยัง…ขาด “คำอธิบายทางการเมือง” ต่อความพ่ายแพ้ในเชิงโครงสร้าง
พรรคภายใต้การนำของ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าคนใหม่ ยังไม่ได้ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า…อะไรคือความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์??? และยังไม่ชี้ชัดว่า…การปรับเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นแตกต่างจากอดีตอย่างไร???
บทเรียนทางการเมืองที่ชัดเจนที่สุด! จากกรณีนี้ ก็คือ…พรรคการเมืองไม่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยประวัติศาสตร์หรือความทรงจำเดิม หากไม่สามารถ “รักษา” ความสอดคล้องระหว่าง…อุดมการณ์ การตัดสินใจ และการกระทำจริงได้!!!
ในโลกการเมืองปัจจุบัน ประชาชน…ไม่ได้ตัดสินจากคำอธิบายหลังความพ่ายแพ้ แต่ตัดสินจาก…ความชัดเจนของตัวตนก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง!!!
หากพรรคเพื่อไทยต้องการกลับมาอีกครั้ง! ก็ต้องจากบทเรียนนี้ ที่สอนให้พวกเขาได้รับรู้กันว่า…
การ “ปรับเปลี่ยนตัวเอง” ไม่ใช่แค่การ “รีแบรนด์บุคคล” หรือแค่ “ปรับถ้อยคำเชิงสื่อสาร”
แต่มันคือ…การทบทวนแกนกลางของพรรคอย่างจริงจัง ว่า…จะยืนอยู่ฝั่งใด? จะรับผิดชอบต่อการตัดสินใจในอดีตอย่างไร? และจะสร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้ประชาชนได้หรือไม่?
ในการเมือง…ไม่มีความพ่ายแพ้ใดถาวร!!!
แต่พรรคที่…ไม่กล้าทบทวนตัวตนของตนเอง ย่อมเสี่ยงแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า! ในสนามเลือกตั้ง…ที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสินขั้นสุดท้าย!
สำหรับ พรรคที่เคยยืนหนึ่ง ทั้งในฐานะ…พรรคที่ได้ สส.มากที่สุด! ในทุกครั้งของการเลือกตั้งตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และเคยยืนหนึ่ง…ในฐานะ ตัวแทนประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยหัวก้าวหน้า
มาบัดนี้…เมื่อทุกอย่างแปรเปลี่ยนไป ผลลัพท์แห่งมัน จึงกลายเป็น บทเรียนอันล้ำค่า…ที่ก็ยังไม่รู้ว่า วันใดในภายภาคหน้า จะเรียกคืนความศรัทธา กลับมาได้อีกหรือไม่? อย่างไร?.






