สสว.เปิดโรดแมพ SME ปี69 ชู 3 แผนหลัก ดัน 143 โครงการ วงเงินรวมกว่า 8,200 ล.

สสว.เปิดแผนปฏิบัติการส่งเสริม SME ปี 2569 เดินหน้าบูรณาการการทำงานร่วมกับ 11 กระทรวง 49 หน่วยงาน ขับเคลื่อน 143 โครงการ วงเงินรวมกว่า 8,200 ล้านบาท สร้างระบบนิเวศ SME แบบครบวงจร ตั้งแต่การเสริมสภาพคล่อง ยกระดับขีดความสามารถไปจนถึงการพาธุรกิจไทยขยายโอกาสสู่ตลาดใหม่ระดับสากล
ดร.ปณิตา ชินวัตร รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า แผนปี 2569 ถูกออกแบบภายใต้โจทย์สำคัญ “ทำอย่างไรให้ SME อยู่รอด ไปต่อ และเติบโตได้จริง” โดย สสว. ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงหน่วยปฏิบัติการ แต่เป็นศูนย์กลางเชิงนโยบายที่เชื่อมทุกกลไกของรัฐเข้าด้วยกัน เพื่ออุดช่องว่างของระบบส่งเสริม SME ไทยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
“ปี 2569 ถือเป็นปีที่การบูรณาการจะเห็นผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด สสว. ทำงานเชื่อมทั้งงบประมาณปกติของหน่วยงานต่าง ๆ และงบจากกองทุนส่งเสริม SME เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประกอบการไม่ซ้ำซ้อน ต่อเนื่องและตรงจุด” ดร.ปณิตา กล่าว

สำหรับโครงสร้างแผนปฏิบัติการส่งเสริม SME ปี 2569 แบ่งออกเป็น 3 แผนหลัก รวม 143 โครงการ วงเงิน 8,281.93 ล้านบาท ได้แก่ 1) แผนยกระดับ SME ขนาดกลางและขนาดย่อมให้เข้มแข็งและแข่งขันได้ วงเงิน 4,259.59 ล้านบาท ครอบคลุมถึง 99 โครงการ 2) แผนขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ วงเงิน 3,928.40 ล้านบาท จำนวน 35 โครงการ และ 3) แผนงานอื่น ๆ เพื่อการส่งเสริม SME วงเงิน 212.27 ล้านบาท รวมจำนวน 9 โครงการ
สำหรับหนึ่งในไฮไลต์ใหม่ของ สสว. ในการดำเนินงานในปี 2569 คือ การผลักดันให้เกิดโอกาสใหม่สำหรับ SME มากกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะการขยายตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Thai SME-GP) ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ วงเงินรวมกว่า 1.8 ล้านล้านบาทต่อปี พร้อมปรับมาตรการ “แต้มต่อ” ให้ SME แข่งขันได้มากขึ้น จากเดิมที่เคยได้แต้มต่ออยู่ที่ร้อยละ 10-15 โดย สสว.เตรียมขยายแต้มต่อให้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม และเพิ่มกลไกตรวจสอบเพื่อป้องกันการสวมสิทธิจากธุรกิจขนาดใหญ่ สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม

ขณะเดียวกัน นับเป็นครั้งแรกที่ สสว. เตรียมขยายแนวคิด Thai SME-GP ไปสู่การจัดซื้อจัดจ้างของภาคเอกชนรายใหญ่ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ SME ไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนของบริษัทชั้นนำในประเทศไทย โดย สสว. จะเข้าไปช่วยยกระดับมาตรฐาน คุณภาพ และความพร้อมของผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์กติกาที่เข้มข้นของภาคธุรกิจได้จริงและมีประสิทธิภาพตามที่ภาคธุรกิจใหญ่ ๆ กำหนด
ดร.ปณิตา ยังกล่าวว่า อีกกลไกสำคัญคือ การยกระดับ SME แถวหน้า ผ่านแนวคิด “Empowering SME” ซึ่งปี 2569 จะคัดเลือก SME ศักยภาพสูงจำนวน 36 ราย เข้าสู่กระบวนการ Grooming แบบเฉพาะตัว (Tailored-made) วิเคราะห์เชิงลึกทั้งธุรกิจ การเงิน ตลาด และการบริหาร เพื่อพา SME กลุ่มนี้ Scale up เติบโตแบบก้าวกระโดด และต่อยอดสู่ตลาดสากลเพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจได้ต่อไป

นอกจากนี้ สสว. ยังเดินหน้าเครื่องมือสนับสนุนรอบด้าน ทั้งระบบเงินอุดหนุน BDS ที่ช่วย SME พัฒนาธุรกิจในรูปแบบ Co-payment วงเงินสนับสนุนสูงสุด 200,000 บาทต่อรายต่อปี แหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำรวม 1,200 ล้านบาท เพื่อการปรับตัวและยกระดับธุรกิจ รวมถึงการผลักดัน Green Transformation ให้ SME ไทยสอดรับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลก
ดร.ปณิตา กล่าวทิ้งท้ายว่า การทำงานของ สสว. ในปี 2569 ไม่ใช่เพียงการทำโครงการ แต่คือการวาง “โครงสร้างอนาคตของ SME ไทย” ผ่านบทบาท Policy Maker ที่เชื่อมทุกกระทรวง ทุกหน่วยงาน และทุกเครื่องมือเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้ SME ไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน และก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นในตลาดโลกในระยะยาว






