อนุรักษ์นิยมพลัส!!!

(คืนชีพอนุรักษ์นิยม (เชิงบริหาร): เมื่อผลงาน วิกฤต และอธิปไตย พลิกสมการการเมืองไทย 2569)

หลายปัจจัย…ในและนอกประเทศหนุนนำ! ทำกลุ่มการเมืองอิง “อนุรักษ์นิยม” ฟื้นคืนชีพอย่างสง่างาม ผ่านผลการเลือกตั้งใหญ่ 8 กพ. แม้ยังไม่ประกาศครบ 100% แต่ทิศทางอำนาจการเมืองไทย ถูก “ล็อก” แล้ว จากนี้ “รัฐบาลอนุทิน 2” จะพลิกบทบาท “รัฐบาล MOA” สู่…รัฐบาลสร้างผลงานจริง! ท่ามกลางวิกฤตและแรงกดดันมากมาย น่าสนใจว่า “ฝ่ายอนุรักษ์นิยม – เชิงบริหาร (พลัส)” ที่ได้กลับมาครองความชอบธรรมทางการเมืองอีกคำรบ จะเรียนรู้และอยู่กับโลกแห่งความเปลี่ยนแปลงอย่างไร?

แม้ผลการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะยังอยู่ระหว่างการทยอยประกาศอย่างเป็นทางการจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทว่าผลการนับคะแนนล่าสุด อยู่ที่ราว 94% ตัวเลขที่ปรากฏออกมาก็เพียงพอแล้วที่จะสะท้อนว่า…

“ภาพใหญ่” ของการเมืองไทยหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ ได้ถูกกำหนดทิศทางไปเรียบร้อยแล้ว

พรรคภูมิใจไทย ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งด้วยจำนวน ส.ส. รวมราว 194 ที่นั่ง ตามมาด้วย พรรคประชาชนประมาณ 116 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย 76 ที่นั่ง พรรคกล้าธรรม  56 ที่นั่ง และ พรรคประชาธิปัตย์ ราว 10 ที่นั่ง

ตัวเลขเหล่านี้อาจขยับได้เล็กน้อย เมื่อการนับเสร็จสิ้นครบถ้วน แต่ก็แทบไม่มีน้ำหนักเพียงพอจะ…เปลี่ยนลำดับหรือสมการการจัดตั้งรัฐบาล

การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการตัดสินว่า…ใครได้ ส.ส. มากที่สุด! หากแต่เป็นการสะท้อนว่า “ฝ่ายใดครองความชอบธรรมเชิงโครงสร้าง” ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ

และคำตอบที่ออกมาชัดเจนกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ กล่าวคือ…การกลับมาของ “กลุ่มอนุรักษ์นิยมในรูปแบบใหม่” ซึ่งไม่ได้อาศัย…วาทกรรมหรืออำนาจเดิม เป็นหลัก หากแต่อาศัย “ความสามารถในการบริหาร” เป็นฐานความชอบธรรม

หากย้อนกลับไปก่อนวันเลือกตั้ง สมมติฐานสำคัญของ พรรคประชาชนและกลุ่มการเมืองฝ่ายก้าวหน้า ก็คือ…ข้อตกลงหรือความเข้าใจร่วมกัน ที่เรียกว่า MOA ซึ่งวางอยู่บนความเชื่อที่ว่า…

รัฐบาลที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะเป็นเพียงรัฐบาลชั่วคราว ทำหน้าที่ประคองสถานการณ์ในช่วงสั้น ๆ ก่อนนำไปสู่การยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่ภายในไม่กี่เดือน

สมมติฐานนี้…ในเชิงทฤษฎีการเมือง อาจฟังดูมีเหตุผล แต่ใน…ทางปฏิบัติ! กลับประเมินตัวแปรสำคัญต่ำเกินไป นั่นคือ…

ความสามารถของ “รัฐบาลอนุทิน” ในการ “ทำงานจริง” ภายใต้แรงกดดันสูงสุด!!??

ช่วง 3 เดือนแรก “รัฐบาล 4 เดือน”…ไม่ได้เลือก เส้นทางการบริหารแบบ “ระมัดระวังตัว” จนหยุดนิ่ง! หากแต่…เร่งสร้างผลงานในเชิงปฏิบัติ ทั้งการ “ดึงระบบราชการ” กลับมาเดินหน้า “การตัดสินใจเชิงนโยบาย” ที่ลดแรงเสียดทานในสังคมไทย

และการสื่อสารที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากเริ่มรู้สึกว่า…ประเทศไม่ได้อยู่ในภาวะ “สุญญากาศทางอำนาจ” อย่างที่หวั่นเกรง

ผลลัพธ์ที่ออกมา ก็คือ…ภาพจำของ “รัฐบาลชั่วคราว” ค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยภาพของ “รัฐบาลที่ควรได้รับเวลาเพิ่ม”

และเมื่อ รัฐบาลไม่พัง! ภายในกรอบเวลาที่ถูกคาดหมาย…แผนยุบสภาตาม MOA ก็หมดความชอบธรรมทางการเมืองไปโดยปริยาย!!!

สถานการณ์ยิ่งเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ? เมื่อเกิดเหตุ ปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา วิกฤตดังกล่าวไม่เพียงเป็นปัญหาความมั่นคง หากแต่มันได้ “เปลี่ยนสนามการเมือง” จากการถกเถียงเชิงอุดมการณ์ ไปสู่…การทดสอบความสามารถของรัฐในการปกป้องอธิปไตยและควบคุมสถานการณ์จริง

และในจังหวะเดียวกัน การที่ นายฮุน เซนผู้นำจิตวิญญาณ” ของชาวกัมพูชา ได้ออกมาแสดงท่าทีเชิงกดดัน! หรือให้สัญญาณแทรกแซงการเมืองไทย “อย่าเลือกอนุทินและภูมิใจไทย”

สิ่งนี้…ยิ่งกลายเป็น “ตัวเร่งอารมณ์” ของสังคมไทยอย่างไม่ตั้งใจ!!??

สำหรับ “ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” จำนวนไม่น้อย หลายคนคิด…นี่ไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและอธิปไตยของรัฐไทย!!!

ผลลัพธ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น! จึงเป็นการ “รวมศูนย์” ของ…ฐานเสียงอนุรักษ์นิยม ที่เคยกระจัดกระจาย ให้กลับมาร่วม “หนุนรัฐบาลอนุทิน” ซึ่งถูกมองว่า…

“คุมรัฐได้” มากกว่า…รัฐบาลต่างพรรค ที่ยังอยู่ใน “โหมดทดลอง” เชิงอุดมการณ์ มากกว่าจะบริหารประเทศ ได้จริงในสถานการณ์ดังกล่าว!!??

นี่คือจุดที่ทำให้ “สมมติฐานเดิม” ของ “ฝ่ายก้าวหน้า” พังทลายลง! และ “เปิดทาง” ให้ “รัฐบาลอนุทิน” ได้กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ กระทั่ง ก้าวขึ้นมาเป็น “แกนกลาง” ของการเมืองไทยอย่างเต็มภาคภูมิ!!!

ภาพดังกล่าวถูกตอกย้ำ! ผ่านท่าทีและคำให้สัมภาษณ์ของ นายอนุทิน ในหลายเวที โดยเฉพาะการเปิดใจใน รายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ” กับ นายสรยุทธ์ สุทัศนจินดา เมื่อช่วงสายของวันนี้ (9 ก.พ.)

นายอนุทิน ไม่ได้เน้นการประกาศชัยชนะเชิงตัวเลข แต่เลือกที่จะ “นิยามผลการเลือกตั้ง” ว่าเป็น…“ความไว้วางใจและความคาดหวัง” จากประชาชน

คำอธิบายลักษณะนี้ ไม่เพียงเป็นการ “ส่งสาร” ไปถึงฐานเสียงอนุรักษ์นิยม หากแต่เป็นการสื่อไปยัง…ระบบราชการ กลไกอำนาจ และตลาดทุน ในทำนองที่ว่า…

รัฐบาลชุดนี้ มองตัวเองในฐานะ “ผู้บริหารประเทศ” ไม่ใช่เป็นเพียง…ผู้ชนะการเลือกตั้ง!!??

ในเชิงโครงสร้างการจัดตั้งรัฐบาลที่มี นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี และมีบุคคลภายนอกการเมือง “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์” เข้ามารับตำแหน่งรองนายกฯและรมว.กระทรวงหลัก

สิ่งนี้ ได้สะท้อนแนวคิดเดียวกัน นั่นคือ…การเลือกเสถียรภาพและความต่อเนื่อง มากกว่าจะสร้าง “สัญลักษณ์ทางการเมือง”

และนี่คือ…รูปแบบของ “อนุรักษ์นิยมเชิงบริหาร” ที่ไม่ได้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง แต่พยายามจัดการความเปลี่ยนแปลงให้อยู่ในกรอบที่ระบบรับได้

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญที่ “รัฐบาลใหม่” ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้??? นั่นคือ…ภาระด้านงบประมาณและวินัยการคลัง ที่จะต้องทำงานร่วมกับ…นโยบาย “เรือธง” หลายโครงการ???

ทั้งการ “สานต่อ” โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่าง…คนละครึ่งพลัส การผลักดันการค้าระหว่างประเทศ ไปจนถึง “นโยบายใหม่” ที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก

เหล่านี้…ล้วนสร้าง “แรงกดดัน” ต่อฐานะการคลังของรัฐ

คำถามสำคัญ? จึงไม่ใช่ว่า…“รัฐบาลอนุทิน” จะทำหรือไม่? แต่คือ…จะทำอย่างไร? เพื่อไม่ให้หนี้สาธารณะและภาระงบประมาณระยะยาว…หลุดกรอบวินัยการคลัง

ในจุดนี้ บทบาทของ ดร.เอกนิติ ซึ่งเติบโตมาจาก..ระบบข้าราชการกระทรวงการคลัง ถูกมองว่า..ก็น่าจะเป็นกลไก “ถ่วงดุลสำคัญ”

นั่นเพราะ…ความเข้าใจเชิงโครงสร้างด้านการเงินการคลัง การตระหนักถึงเพดานหนี้และความเสี่ยงเชิงเครดิตประเทศ ทั้งหมดจะช่วยให้ “รัฐบาลอนุทิน” ที่ถูกคาดหวังว่า…จะเลือกแนวทาง “จัดลำดับและคุมจังหวะ” มากกว่า…การใช้จ่ายเพื่อซื้อเวลาในทางการเมือง

หาก “รัฐบาลอนุทิน” สามารถจะ…รักษาวินัยการคลัง ควบคู่กับการขับเคลื่อนนโยบายได้จริง! ความชอบธรรมเชิงบริหาร…ก็จะยิ่งแข็งแรงมากยิ่งขึ้น!!??

ความชอบธรรมดังกล่าว ยังขยายไปสู่…เวทีระหว่างประเทศ นั่นเพราะ…การปรากฏตัวของ “ผู้นำไทย” ในเวทีนานาชาติ และการเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพการประชุมใหญ่ของ IMF และธนาคารโลก ในช่วงปลายปี

ได้ถูก “ตีความ” ในสายตาของ นักลงทุนและรัฐบาลนานาชาติ ในทำนอง…ไทยกำลังกลับมาอยู่ในสถานะของประเทศที่ “คุมสถานการณ์ได้” มากกว่า…ประเทศที่การเมืองผันผวนสูง!!! เหมือนที่แล้วๆ มา

และใน โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน??? เสถียรภาพทางการเมือง ได้กลายเป็น…สินทรัพย์ที่มีมูลค่าอย่างมหาศาล

เมื่อพิจารณาทั้งหมดร่วมกัน…การเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ได้หมายถึง…การหวนกลับสู่การเมืองแบบเดิม หากแต่เป็นการ “รีแบรนด์” ของ…กลุ่มอนุรักษ์นิยมในรูปแบบใหม่

อนุรักษ์นิยมพลัส! ที่ไม่ได้ยืนอยู่บน “อำนาจนิยม” หรือการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง!!!

หากแต่…พวกเขาพร้อมจะปรับตัวและปรับเปลี่ยนเพื่อให้ได้ยืนอยู่บนความสามารถในการบริหารรัฐ จัดการวิกฤต และรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจการคลังได้อย่างเหมาะสมและลงตัวต่อสถานการณ์ความเป็นไปและความเป็นจริงที่เกิดขึ้น!

คำถามที่ยังคงเปิดกว้าง…สำหรับการเมืองไทยหลังจากนี้ ไม่ใช่ว่า…

“รัฐบาลอนุทิน” จะอยู่ได้หรือไม่? แต่อยู่ได้นานเพียงใด?

“ฝ่ายก้าวหน้า” จะสามารถ “ปรับตัว” เข้าสู่สนามการเมืองเชิงรัฐได้หรือไม่?

และ ไทย…จะใช้ช่วงเวลาแห่งเสถียรภาพนี้ ต่อรองตำแหน่งของตนบนเวทีโลกอย่างไร?

การคืนชีพของ “ฝ่ายอนุรักษ์นิยมเชิงบริหาร (พลัส)” อาจไม่ใช่…จุดจบ! ของการเปลี่ยนแปลง หากแต่อาจเป็น “จุดเริ่มต้น!” ของการเมืองไทยในใหม่?

ที่…ผลงานและความสามารถในการจัดการ จะถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์ “ตัดสิน” มากกว่า…การสาด “วาทกรรม” ในทางการเมือง…เพียงอย่างเดียว เหมือนเช่นในอดีต!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password