ต่อยอดลงทุนจากดาวอส

(‘เอกนิติ’ แจง ‘เนสท์เล่’ ยึดไทยเป็น ‘ฐานยุทธศาสตร์’ ปักหมุดลงทุนอาหารขั้นสูง สะท้อนเกมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐ)

‘เนสท์เล่’ ยืนยันบนเวที World Economic Forum Annual Meeting 2026 ไม่ใช่เพียงข่าวลงทุน สะท้อน “สัญญาณเชิงยุทธศาสตร์” ว่าไทยกำลังขยับจาก “ฐานการผลิต” สู่ “ฐานเทคโนโลยีอาหารมูลค่าสูง” บทบาทของ ‘เอกนิติ’ ในดาวอส ชี้ให้เห็นการใช้เวทีโลกเป็นเครื่องมือดึงการลงทุนคุณภาพ ผูกห่วงโซ่เกษตร–อุตสาหกรรม–แรงงาน เข้ากับเกมเศรษฐกิจระยะยาวของประเทศ
การประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 (WEF 2026) ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เชิงนโยบายของ “ผู้นำโลก” แต่กำลังทำหน้าที่เป็น “โต๊ะเจรจายุทธศาสตร์” ที่ประเทศซึ่งมีความพร้อม สามารถเปลี่ยนบทสนทนาให้กลายเป็นการลงทุนจริงได้
และกรณีการย้ำ…บทบาทประเทศไทยของ Nestlé สิ่งนี้คือ…ภาพสะท้อนชัดเจนที่สุดของปรากฏการณ์ดังกล่าว
การหารือระหว่าง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กับ ผู้บริหารระดับสูงของเนสท์เล่ ไม่ได้หยุดอยู่ที่…การแสดงความเชื่อมั่นเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการตอกย้ำถึง “บทบาทเชิงโครงสร้าง” ของไทยในห่วงโซ่การผลิตอาหารโลก
ตั้งแต่…ต้นน้ำเกษตรกรรม ไปจนถึงปลายน้ำเทคโนโลยีอาหารขั้นสูง
โดยเฉพาะในบริบทที่…โลกกำลังเผชิญ “โจทย์ความมั่นคงทางอาหาร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีการผลิต”
สิ่งที่ทำให้กรณีนี้ มีนัยเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงตัวเลขการลงทุนกว่า 28,000 ล้านบาทในช่วง 5–6 ปีที่ผ่านมา หรือการจ้างงานกว่า 3,000 คน แต่มันคือ…การที่เนสท์เล่ ประกาศเลือกวางประเทศไทย เป็น “ฐานยุทธศาสตร์ของภูมิภาคอินโดจีน” ทั้งในเชิง สำนักงานใหญ่ การผลิต และการส่งออก
สะท้อนว่า…ไทยไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงตลาดปลายทาง แต่เป็น “ศูนย์กลางการตัดสินใจและการสร้างมูลค่า” ของภูมิภาค
โครงสร้างการลงทุนของเนสท์เล่ในไทย โดยมี ฐานการผลิตถึง 8 แห่ง ครอบคลุม…อาหาร เครื่องดื่ม และอาหารสัตว์เลี้ยง ทำหน้าที่รองรับตลาดเอเชีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมถึง บางส่วนของยุโรปและสหรัฐฯ
สิ่งนี้ ชี้ให้เห็นว่า…ไทยกำลังถูกผูกเข้ากับห่วงโซ่อุปทานระดับโลกในสินค้ามูลค่าสูง ไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์ราคาต่ำแบบเดิม
กรณี ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ภายใต้แบรนด์ Purina คือ ภาพตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด
การที่ไทยถูกเลือกเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อส่งออกถึงร้อยละ 90 ของกำลังการผลิต สะท้อนความพร้อมทั้งด้านมาตรฐานการผลิต ความน่าเชื่อถือของระบบกำกับดูแล และศักยภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมขั้นสูง
และนี่คือ…การขยับจาก “โรงงานรับจ้างผลิต” สู่ “โรงงานยุทธศาสตร์” ที่อยู่ในแผนระยะยาวของบริษัทข้ามชาติ
ที่สำคัญไม่แพ้กัน! ก็คือ…การเชื่อมโยงการลงทุนเข้ากับภาคเกษตรไทยอย่างเป็นรูปธรรม การใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรไทย ไม่ว่าจะเป็น…เนื้อไก่ โปรตีนจากพืช ธัญพืช หรือเส้นใยพืช ไม่ได้เป็นเพียงเรื่อง CSR แต่เป็น การออกแบบห่วงโซ่มูลค่าใหม่ ที่ทำให้ภาคเกษตรกลายเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอาหาร
ส่งผลให้รายได้เกษตรกรมีเสถียรภาพมากขึ้น และลดความเปราะบางจากราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก
ในมิติแรงงาน การที่ เนสท์เล่ เดินหน้าสนับสนุน โครงการ Upskill–Reskill อย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ Nestlé Needs Youth และความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษา สอดรับกับยุทธศาสตร์รัฐที่ต้องการเชื่อมการศึกษาเข้ากับความต้องการจริงของอุตสาหกรรม (Skill Bridge)
นี่คือ…จุดเปลี่ยนสำคัญจากการดึงการลงทุนที่ใช้แรงงานราคาถูก ไปสู่การลงทุนที่ต้องการแรงงานทักษะสูง ซึ่งเป็นเงื่อนไขจำเป็นของการยกระดับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ในเชิงยุทธศาสตร์รัฐ บทบาทของ ดร.เอกนิติ ในเวทีดาวอส สะท้อนการเปลี่ยนวิธีคิดของภาครัฐ จากการ “รอรับการลงทุน” ไปสู่การ “เจรจาเชิงรุก” โดยใช้เวทีโลกเป็นพื้นที่สร้างความมั่นใจเชิงนโยบาย และมอบหมายให้หน่วยงานอย่างบีโอไอทำหน้าที่ติดตามต่อจนเกิดผลจริง
การเมืองเชิงเศรษฐกิจในลักษณะนี้ คือ…การแปลงภาพลักษณ์ประเทศให้กลายเป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน!!!
กล่าวโดยสรุป! การยืนยันบทบาทประเทศไทยของเนสท์เล่ ในเวที WEF 2026 ไม่ใช่เพียงข่าวดีด้านการลงทุน แต่เป็นสัญญาณที่ว่า…ไทยกำลังถูกวางตำแหน่งใหม่ในแผนที่เศรษฐกิจโลก!!!
จากประเทศผู้ผลิต ไปสู่ประเทศฐานยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีอาหารและห่วงโซ่มูลค่าสูง
และ หากรัฐสามารถต่อยอดการเจรจาเหล่านี้ให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาคน และยกระดับเกษตรอย่างต่อเนื่อง เกมเศรษฐกิจรอบใหม่ของไทย…อาจไม่ได้แข่งกันที่ค่าแรงอีกต่อไป?
แต่แข่งกันที่ “คุณค่า” และ “ความยั่งยืน” อย่างแท้จริง!!??.






