บททดสอบ ‘วินัยการคลัง!’

(พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน: กลไกเร่งด่วน! หรือ…’จุดเริ่มต้น’ ปฏิรูปการคลังไทย?)

เส้นแบ่งกรอบเวลาที่ไม่พอดีกัน? ไม่แปลกหาก “รัฐบาลอนุทิน” จะเดินท่ามกลาง “ความจำเป็นเร่งด่วน” กับ “วินัยการคลัง” ภายใต้แผนผุด พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย” หวังเริ่มใช้ได้ทัน 1 มิ.ย.นี้
การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กับบริบท “ทวิกฤตทับซ้อน…หลายมิติ” นั้น
หากทำเป็นและทำได้ตรง! ตามเป้าหมายที่วางไว้…อาจเปลี่ยนวิกฤต กลายเป็นโอกาสของประเทศไทย ก็เป็นได้!!??
ท่ามกลางสถานการณ์ “วิกฤตพลังงาน” ผลพวงจากปัญหาความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนทุกสิ่งอย่างในโลกนี้ “พุ่งพรวด” จนน่าใจหาย
ประเทศไทย…ก็หนีไม่พ้นวังวนนี้!!!
“รัฐบาลอนุทิน” และ “ทีมเศรษฐกิจ” ที่มีหัวเรือใหญ่ คือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง พยายามจะ “ถอดรหัส” เพื่อแก้ปัญหาให้กับ…ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ปัญหาธุรกิจของภาคเอกชน และชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้ง 70 ล้านคน
หนึ่งในนั้น คือ…โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่จะต้องใช้เม็ดเงินขับเคลื่อนในระดับ “หลายแสนล้านบาท”
แม้ “รัฐบาลอนุทิน” ได้ผุดไอเดีย…โยกเงินเหลือใช้จากงบประมาณฯปี 2569 และตัดงบที่ไม่จำเป็นออกในปีงบประมาณฯ 2570
รวมๆ กัน…นับแสนล้านบาท!!!
แต่นั่น…ก็ไม่ทันต่อกรอบเวลาจะต้องเร่งรัดเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลวาง “ไทม์ไลน์” เอาไว้ รวม 4 เดือน นับแต่เดือนมิถุนายน – กันยายน 2569
และนี่…จึงเป็นที่มาของ แนวคิดการออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงินประมาณ 4 – 5 แสนล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมในการกระตุ้นเศรษฐกิจและรองรับวิกฤติต่างๆ
“เราต้องทำให้ทันสถานการณ์ และทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและประโยชน์ของประชาชนอย่างเต็มที่” เป็นคำยืนยันจากปากของ นายกฯอนุทิน
กระนั้น แก่นของเรื่องนี้ หาไม่แค่เรื่องของการกู้เงิน แต่มันคือ “ลำดับเวลา” ของ…เครื่องมือทางการคลัง ที่ดูจะไม่สอดรับกันสักเท่าใด?
งบประมาณฯ ปี 2569 ที่ “ค้างท่อ” จะนำกลับมาใช้ได้หลังวันที่ 30 กันยายน 2569 ขณะที่การ “ตัดลด” งบปีประมาณฯ 2570 ตามแนวคิด…รัดเข็มขัด และ ZBB (Zero-Based Budgeting หรือ “แนวคิดงบประมาณฐานศูนย์” โดยกำหนดให้ทุกหน่วยงาน ทบทวนความจำเป็นของทุกโครงการใหม่ทั้งหมด โดยไม่ยึดตามกรอบงบเดิม) จะเริ่มมีผลหลังวันที่ 1 ตุลาคม 2569
อย่างที่บอก…โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้ถูกกำหนดให้เริ่มใช้จริง! ดีเดย์! เริ่มวันที่ 1 มิถุนายน 2569
ช่องว่าง ระหว่าง…“นโยบายที่ต้องเริ่มทันที” กับ “เงินงบประมาณที่ยังมาไม่ถึง” จึงทำให้ พ.ร.ก. กลายเป็นเครื่องมือเดียวที่ตอบโจทย์เชิงเวลาได้
ในระดับกระบวนการ รัฐบาลกำลังเร่งเครื่องผ่าน 3 จังหวะสำคัญ นั่นคือ…
1.การหารือใน ครม.เศรษฐกิจ เพื่อเคาะกรอบวงเงินและรายละเอียดเชิงนโยบาย
2.การเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ชุดใหญ่ เพื่ออนุมัติหลักการ
และ 3.การเปิดลงทะเบียนผ่านระบบดิจิทัลในเดือนพฤษภาคม ก่อนเริ่มใช้สิทธิจริงในวันที่ 1 มิถุนายน
จากข่าวล่าสุด! ที่ออกมาจาก กระทรวงการคลัง ระบุว่า…จะมีการปรับลดวงเงินกู้รอบนี้ จากกรอบเดิม 5 แสนล้านบาท ลงมาอยู่ที่ประมาณ 4 แสนล้านบาท อันเป็นผลจากการประเมินร่วมกันของ “ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล”
สะท้อนคำยืนยันจาก รองนายกฯเอกนิติ ที่ย้ำก่อนหน้านี้ ว่า…“เราต้องรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจกับเสถียรภาพการคลัง”
ภายใต้…ข้อจำกัด ที่ “หนี้สาธารณะ” อยู่ใกล้เพดาน 70% ของ GDP การตัดสินใจเช่นนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียง…เทคนิคทางการเงิน แต่เป็นการ “ส่งสัญญาณ” ความเชื่อมั่นต่อทั้งตลาดและสังคมไทย ไปในคราวเดียวกัน
ในเชิงนโยบาย โครงการ “ไทยช่วยไทย” ได้ถูกออกแบบให้ครอบคลุมประชาชนฐานใหญ่ 20–30 ล้านคน ควบคู่กับ การดูแลกลุ่มเปราะบาง 13 ล้านคน ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
“เราต้องดูแลทั้งคนส่วนใหญ่และคนที่ลำบากที่สุดไปพร้อมกัน” รองนายกฯเอกนิติ ย้ำ
การใช้โครงสร้างแบบ 2 ชั้นนี้ ทำให้โครงการไม่ได้เป็นเพียง…มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังจะเป็น “เครื่องมือเชิงสวัสดิการ” ที่มีการ “ปรับระดับความช่วยเหลือ” ตามฐานรายได้ของกลุ่มเป้าหมายราวกว่า 30 ล้านคน…
“เครื่องมือหลัก” ในการดำเนินการรอบนี้ คงไม่พ้น “ระบบดิจิทัล” ผ่าน แอปฯเป๋าตัง ซึ่งจะช่วยให้เกิดการ “โอนเงินตรง” ถึงมือประชาชน…เป็นไปอย่างรวดเร็วและตรวจสอบได้ง่าย
ประเด็นนี้ นายกฯอนุทิน ย้ำชัด! “เราพยายามลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เงินถึงมือประชาชนโดยตรง”
อย่างไรก็ตาม แม้ “ระบบดิจิทัล” จะช่วยลดความเสี่ยง! ด้านการทุจริตแบบเดิมๆ แต่ความท้าทายใหม่? ได้ย้ายไปอยู่ที่ “ประสิทธิภาพของการใช้เงิน” เสียแล้ว
ปมนี้…จะขับเคลื่อนได้ตามที่ รองนายกฯเอกนิติ เคยกล่าวเอาไว้หรือไม่? ว่า…“สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การจ่ายเงิน แต่คือ…การทำให้เงินหมุนในระบบเศรษฐกิจจริง!”
เพราะหาก…เงินส่วนใหญ่ไหลไปสู่ “ร้านค้าขนาดใหญ่” “สินค้านำเข้า” หรือ “ถูกใช้แทนรายจ่ายเดิม” แล้วล่ะก็ ความหวังจะได้…เห็นผล “กระตุ้นเศรษฐกิจ” ผ่านสิ่งที่เรียกว่าเป็น “ตัวทวีคูณ” หรือ Multiplier ก็อาจต่ำกว่าที่คาดไว้ ก็เป็นได้!!??
และนี่…อาจเป็น “จุดปัญหา” ของการออกแบบเงื่อนไขการใช้สิทธิในรอบนี้!!!
ขณะเดียวกัน รัฐบาลเอง ก็พยายามจะสร้าง “ความชอบธรรม” ให้กับการกู้เงิน ผ่านมาตรการรัดเข็มขัดและการปฏิรูปงบประมาณ เห็นได้ชัดจากคำสัมภาษณ์ของ รองนายกฯเอกนิติ ที่ว่า…
“ทุกหน่วยงานต้องทบทวนงบประมาณใหม่ทั้งหมดว่าจำเป็นจริงหรือไม่?”
อย่างไรก็ดี แนวคิดงบประมาณฐานศูนย์ (ZBB) ที่ถูกหยิบมาใช้ในจังหวะนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อลดรายจ่าย แต่เพื่อจัดลำดับความสำคัญของรัฐใหม่
กระนั้น จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับหลายๆ ประเทศ มันบ่งชี้ว่า…ZBB จะได้ผลก็ต่อเมื่อใช้แบบ “ผสมผสาน” ไม่ใช่แบบ “ปูพรม!” ทั้งระบบ!!??
แนวทางที่เป็นไปได้ ก็คือ…การใช้ Hybrid Model โดยให้ Performance-Based Budgeting เป็นฐาน และ ใช้ ZBB กับงบแปรผัน หรือโครงการใหม่ ควบคู่กับการใช้แบบหมุนเวียนในบางหน่วยงาน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบเชิงลึก โดยไม่สร้างภาระเกินจำเป็นของหน่วยตรวจสอบและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
“การใช้งบประมาณต้องตอบได้ว่าเกิดผลลัพธ์ ไม่ใช่แค่ใช้จ่ายหมด” นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลด้านกฎหมายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้แสดงความคิดเห็นเอาไว้ก่อนหน้านี้…
เมื่อพิจารณาจาก ข้อมูลและเหตุผลข้างต้นทั้งหมด จะเห็นได้ว่า…พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท ที่กระทรวงการคลัง มีแผนจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม “ครม.เศรษฐกิจ” และ “ครม.ชุดใหญ่” ในสัปดาห์หน้า นั้น
มันกำลังทำหน้าที่…เชื่อมโยงภารกิจของรัฐบาล เอาไว้ถึง “3 มิติสำคัญ” ด้วยกัน นั่นคือ…
“เวลา – นโยบาย – ความเชื่อมั่น”
ในมิติของเวลา มันคือ…เครื่องมืออุดช่องว่างทางการคลัง
ในมิติของนโยบาย มิต่างจากการผสมระหว่าง…การกระตุ้นเศรษฐกิจและรัฐสวัสดิการ
และ ในมิติของความเชื่อมั่น สิ่งนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่า…รัฐบาลสามารถใช้เงินกู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่? อย่างไร?
จากคำพูดจากปากของ นายกฯอนุทิน ที่ย้ำว่า…“เราต้องทำให้ประชาชนเห็นว่าเงินทุกบาทมีคุณค่าและตรวจสอบได้” แล้ว
คนไทย…ยังจะเชื่อมั่นได้อีกหรือไม่?
หากรัฐบาลสามารถทำให้เงิน 4,000 บาทต่อคน กลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะ ในระดับชุมชน โครงการนี้ ก็อาจจะเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย…ในช่วงเปราะบางนี้
แต่หากไม่สามารถ สร้างผลต่อเนื่องได้ พ.ร.ก.เงินกู้ ไม่ว่าจะ 4 แสนล้าน หรือ 5 แสนล้าน ฉบับนี้ ก็อาจจะกลายเป็นเพียง “มาตรการระยะสั้น” ซึ่งท้ายที่สุด! มันจะกลับไป “เพิ่ม…ภาระหนี้สินของประเทศ” ในระยะยาว
ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์ 3 ประการ ที่ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ฝากเอาไว้ให้ “รัฐบาลและทีมเศรษฐกิจ” ได้คิด! นั่นก็คือ…
ประการแรก รัฐบาลควรกำหนดเป้าหมายเชิงผลลัพธ์ (outcome) ที่ชัดเจน! เช่น ผลต่อ GDP การหมุนเวียนในเศรษฐกิจฐานราก หรือจำนวนผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับประโยชน์ ไม่ใช่เพียงจำนวนผู้ใช้สิทธิ
ประการที่สอง รัฐบาลต้องเปิดเผยข้อมูลการใช้จ่ายในระดับที่ตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่เพียงภายในระบบราชการ แต่ให้สาธารณะสามารถติดตามได้
และ ประการที่สาม รัฐบาลต้องประกาศแผนการชำระหนี้และกรอบวินัยการคลังในระยะกลาง ควบคู่ไปกับการกู้เงิน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว! ความสำเร็จของ พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท ไม่ได้วัดจาก “จำนวนเงินที่กู้” แต่วัดจาก “คุณภาพของผลลัพธ์” ที่เกิดขึ้นจริง! ในระบบเศรษฐกิจไทย
อย่าได้หาทำ…อะไรก็ตาม? ที่จะทำให้คนไทย…จดจำ พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ ว่าเป็นเพียง “เครื่องมือกู้วิกฤต” ที่จะกลายเป็น “ภาระ” ส่งต่อไปยังอนาคตของลูกหลานไทย เป็นอันขาด!!!.






