‘ภูมิธรรม’ ชี้! ปมชายแดนไทย–กัมพูชา? ต้องอยู่เหนือเกมการเมือง ย้ำ! รัฐทำจริงไม่ใช่แค่พูด

“ภูมิธรรม เวชยชัย” ระบุปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชาเป็นเรื่อง…อธิปไตย ความมั่นคง และศักดิ์ศรีชาติ ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง พร้อมไล่ “ไทม์ไลน์” การทำงานช่วงพรรคเพื่อไทยกำกับงานความมั่นคง ย้ำ! รัฐตัดสินใจยากแต่จำเป็น เพื่อปกป้องประเทศและชีวิตประชาชนตามแนวชายแดน
นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรักษาการนายกรัฐมนตรี, รองนายกฯและรมว.กลาโหม ในฐานะ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ในช่วงที่ประเทศกำลังอยู่ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันทางการเมืองอย่างเข้มข้น ความเห็นที่แตกต่างและการถกเถียงเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม มีบางประเด็นที่ต้องถูกวางไว้เหนือความขัดแย้งและคะแนนนิยมทางการเมือง นั่นคือ เรื่องอธิปไตย ความมั่นคง และศักดิ์ศรีของประเทศ โดยเฉพาะ ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซับซ้อน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประชาชนและกำลังพลในพื้นที่
ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง และไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพราะทุกการตัดสินใจล้วนส่งผลต่อประเทศชาติและประชาชนตามแนวชายแดนโดยตรง พรรคเพื่อไทยจึงยึดหลักการทำงานด้านความมั่นคงบนผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ไม่ใช่ผลประโยชน์เฉพาะหน้าหรือคะแนนนิยมทางการเมือง
ในช่วงที่พรรคเพื่อไทยรับผิดชอบกำกับดูแลงานด้านความมั่นคง รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบ จริงจัง และเป็นระบบ ทั้งในมิติการทูต กฎหมายระหว่างประเทศ และการปฏิบัติการทางทหาร โดย “จุดเริ่มต้น” ของความตึงเครียดไทย–กัมพูชา มาจากความจริงจังในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และยาเสพติด ซึ่งเริ่มต้นจากความร่วมมือไทย–จีน–เมียนมาร์ และขยายผลไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงกัมพูชา
โดย รัฐบาลไทยได้ใช้มาตรการตามอำนาจรัฐ เช่น การตัดไฟฟ้าและสัญญาณอินเทอร์เน็ต เพื่อตัดวงจรอาชญากรรม ซึ่งนำไปสู่ การจุดประเด็นความขัดแย้งในแนวชายแดนต่อมา กระทั่ง เกิดเหตุเพลิงไหม้ศาลาตรีมุขในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 รัฐบาลประเมินว่าเป็นสถานการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงโดยรวม จึงมีการปรับแผนการฝึกซ้อมทางทหารจากการฝึกตามวงรอบ มาเป็นการฝึกตามพื้นที่จริงตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา
เดือนพฤษภาคม 2568 ตรวจพบทหารกัมพูชาเข้ามาวางกำลังในพื้นที่ช่องบก ซึ่งเป็นพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน และเกิดเหตุปะทะจนมีทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย รัฐบาลพยายามหลีกเลี่ยงความรุนแรงอย่างเต็มที่ จนสามารถเจรจาให้กัมพูชาถอนกำลังออกจากพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน และปรับกำลังกลับสู่แนวเดิมได้ในวันที่ 8 มิถุนายน 2568
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทวีความรุนแรงอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 2568 จากเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิด และการเปิดฉากยิงจากฝ่ายกัมพูชา บริเวณปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ ลุกลามไปยังหลายจังหวัดชายแดน รัฐบาลจึงสนับสนุน การเพิ่มกำลังและยุทโธปกรณ์ของทุกเหล่าทัพ ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน พร้อมอนุมัติการปฏิบัติการทางทหารอย่างเด็ดขาดต่อเป้าหมายทางทหารที่เป็นภัยต่ออธิปไตยของประเทศ โดยย้ำ การโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารเพื่อลดการสูญเสียของพลเรือน
นายภูมิธรรม กล่าวว่า ปฏิบัติการดังกล่าวทำให้กองทัพไทยสามารถควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญได้ 11 จุด ก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงจะมีผลในคืนวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 และทำให้สถานการณ์ชายแดนกลับเข้าสู่การควบคุม โดยทั้งหมดเป็นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและกองทัพ ซึ่งหลายประเด็นไม่ได้ถูกนำมาใช้ทางการเมือง
ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยยืนยันหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ไม่ยินยอมให้มีการเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ใช้ยุทธศาสตร์การทูตและกฎหมายระหว่างประเทศสร้างความเข้าใจในเวทีโลก และยึดแนวทางสันติวิธีควบคู่การตอบโต้ทางทหารอย่างเหมาะสม เพื่อปกป้องอธิปไตยและลดความสูญเสียให้มากที่สุด พร้อมย้ำว่า “เรื่องชาติ ต้องอยู่เหนือเรื่องการเมืองเสมอ”.






