เศรษฐกิจเงา…ก่อตัว?

(ห้วยขวางโมเดล ใต้เงามังกรเทา : P2P นอมินี และโจทย์ใหญ่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจไทย)
เมื่อการค้าขายเกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย แต่เงินไม่ผ่านระบบการเงินไทย เมื่อธุรกิจต่างด้าว ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องนอมินี และเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยอมรับว่า “ฝีเริ่มแตก” คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงใครทำผิดกฎหมาย? หากแต่คือ…ประเทศไทยกำลังเผชิญการก่อตัวของ “เศรษฐกิจเงา” ที่อยู่นอกการกำกับดูแลของรัฐหรือไม่? อย่างไร? และผลกระทบของมันจะส่งผลรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย ธุรกิจไทย และคนไทยมากน้อยแค่ไหน?
กรณี คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร โดย นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการฯ เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และเขตห้วยขวาง เข้าชี้แจงปัญหาการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในพื้นที่เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร
สิ่งนี้…อาจไม่ใช่เพียงการตรวจสอบธุรกิจรายแห่ง หรือการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่หนึ่ง เท่านั้น หากแต่กำลัง สะท้อนภาพที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือคำถามที่ว่า…
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการก่อตัวของ “เศรษฐกิจเงา” ซึ่งอยู่นอกการกำกับดูแลของรัฐหรือไม่???
ประเด็นที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ นั่นคือ…การใช้ระบบชำระเงินแบบ P2P (Peer-to-Peer) ผ่านแอปพลิเคชันต่างประเทศ ซึ่งผู้ซื้อและผู้ขายใช้บัญชีต่างประเทศทำธุรกรรมระหว่างกันโดยตรง การชำระเงินบางรูปแบบจึงอาจไม่ผ่านระบบการเงินของไทย แม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นบนแผ่นดินไทยก็ตาม
เมื่อการค้าเกิดในไทย แต่เงินไม่ผ่านระบบไทย :
โดยปกติแล้ว รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้าสู่ระบบการเงินไทยผ่านการแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทและหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ
แต่หาก การชำระเงินเกิดขึ้นภายในแพลตฟอร์มต่างประเทศทั้งหมด เม็ดเงินดังกล่าวอาจไม่ปรากฏอยู่ในระบบการเงินไทยอย่างสมบูรณ์!!??
ผลที่ตามมาจะไม่ใช่เพียงประเด็นทางการเงิน หากยังเกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษี การติดตามเส้นทางการเงิน และการตรวจสอบธุรกรรมที่อาจมีความเสี่ยงในอนาคต
แม้หน่วยงานรัฐจะยังไม่ได้ข้อสรุปว่า…ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในวงกว้างเพียงใด? แต่การที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยและหลายหน่วยงานเริ่มแสดงความกังวล ก็สะท้อนว่า…
ปัญหานี้กำลังถูกจับตาอย่างจริงจัง!!!
“เศรษฐกิจปิด” กำลังก่อตัวหรือไม่? :
อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์ นั่นคือ…แนวคิดเรื่อง Chinese Economic Enclave หรือการรวมตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในเครือข่ายเฉพาะกลุ่ม
กล่าวคือ เจ้าของธุรกิจ ผู้ให้บริการ ลูกค้า แรงงาน และระบบการเงิน อาจเชื่อมโยงอยู่ภายในเครือข่ายเดียวกัน ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ภายในกลุ่มดังกล่าวเป็นส่วนใหญ่ และมีการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจท้องถิ่นลดลง
อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวเป็นเพียงกรอบการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ มิได้หมายความว่าธุรกิจของชาวต่างชาติทุกแห่งจะมีลักษณะเช่นนี้ เพราะนักลงทุนและผู้ประกอบการต่างชาติจำนวนมากยังคงดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน
แต่คำถามสำคัญ ก็คือ…หากกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนเริ่มเคลื่อนตัวออกจากระบบกำกับดูแลของรัฐ จะส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอย่างไร???
“ฝีเริ่มแตก” สัญญาณจากภาคสนาม :
“ปัจจุบัน เริ่มเกิดปัญหาที่เรียกว่า “ฝีเริ่มแตก” จากนโยบายการเปิดประเทศและการส่งเสริมการลงทุน โดยกลุ่มที่เข้ามาแบบ Visa Free มีสัดส่วนถึง 70-80% และมีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มที่ขอวีซ่ามาล่วงหน้า จึงมีการหลั่งไหลเข้ามาของอาชญากรรมหลายรูปแบบ เช่น ยาเสพติด และแก๊งสแกมเมอร์ มีการพัฒนาเป็นลักษณะ “Terminal” หรือผสมผสานกัน ดังนั้น ตม. ได้เพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ “ห้วยขวาง” ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่มีชาวจีน อาศัยอยู่จำนวนมาก”
คำกล่าวข้างต้นของ เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ที่ระบุว่า “ฝีเริ่มแตก” อาจสะท้อนความกังวลที่สะสมมาระยะหนึ่งแล้ว
ทั้งกรณีการใช้วีซ่าท่องเที่ยวเข้าออกประเทศซ้ำหลายครั้ง การใช้วีซ่านักเรียนเพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่ตรงกับเงื่อนไขการอนุญาต รวมถึง การแฝงตัวของกลุ่มทุนสีเทาและอาชญากรรมข้ามชาติที่อาศัยช่องว่างของระบบเข้ามาดำเนินกิจกรรมในประเทศไทย
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะของไทย แต่เป็นความท้าทายที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญในยุคที่เงินทุน ผู้คน และเทคโนโลยีเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว!!!
จุดอ่อนของกฎหมายไทยในโลกไร้พรมแดน :
ความยากของปัญหานี้ อยู่ตรงที่ธุรกรรมจำนวนมากเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มที่มี “เซิร์ฟเวอร์” ตั้งอยู่ในต่างประเทศ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลและการบังคับใช้กฎหมายมีข้อจำกัด
แม้หน่วยงานไทยจะสามารถตรวจสอบผู้ประกอบการภายในประเทศได้ แต่การติดตามเส้นทางการเงินหรือข้อมูลผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มต่างชาติยังต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศและความร่วมมือจากผู้ให้บริการระบบชำระเงินระดับโลก
นี่คือ…ความท้าทายใหม่ของรัฐไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล!!!
ทบทวน Visa Free อย่างสมดุล :
การปรากฏขึ้นของปัญหาดังกล่าว ทำให้เกิดข้อเสนอให้รัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย จำต้องเร่งทบทวนนโยบาย Visa Free กันใหม่
อย่างไรก็ตาม การทบทวนไม่ได้หมายถึงการยกเลิกมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว หากแต่หมายถึงการพัฒนาระบบคัดกรองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะ กลุ่มที่มีพฤติกรรมเข้าออกประเทศผิดปกติ หรือมีความเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมาย
ความท้าทายสำคัญที่จะมีตามมา ก็คือ…การสร้างสมดุลระหว่างการเปิดประเทศกับการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงภายในประเทศ
นอมินี…ช่องโหว่ที่ยังต้องเร่งอุด :
แม้ ผู้แทนจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จะย้ำว่า…ได้เพิ่มมาตรการตรวจสอบผู้ถือหุ้นและแหล่งที่มาของเงินลงทุนมากขึ้น แต่ปัญหา “นอมินี” ยังคงเป็นโจทย์สำคัญ???
เพราะการพิสูจน์ว่า…ผู้ถือหุ้นชาวไทยเป็น “เจ้าของกิจการที่แท้จริง” หรือเป็นเพียง “ผู้ถือหุ้นแทนผู้อื่น” ยังคงเป็นเรื่องซับซ้อนและใช้เวลานานในทางกฎหมาย
หากรัฐไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่องว่างดังกล่าวอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายต่อไป!!??
โจทย์ใหญ่กว่าห้วยขวาง :
การประชุมของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาในครั้งนี้ สะท้อนว่า…ประเด็นดังกล่าวได้ก้าวข้ามเรื่องธุรกิจรายแห่งหรือพื้นที่เฉพาะจุดไปแล้ว
เพราะสิ่งที่กำลังถูกตั้งคำถามในนาทีนี้ อายไม่ใช่เพียง…การใช้ “เงินหยวน” การใช้ระบบ P2P หรือ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เท่านั้น แต่คือ…ความสามารถของรัฐไทยในการกำกับดูแลกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในโลกยุคดิจิทัล???
หากเศรษฐกิจบางส่วนสามารถเคลื่อนตัวอยู่นอกระบบกำกับดูแลของรัฐได้อย่างต่อเนื่อง ปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องภาษี หากแต่อาจ ขยายไปสู่…ประเด็นการแข่งขันทางธุรกิจ การฟอกเงิน อาชญากรรมข้ามชาติ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจในภาพรวม
ในมุมมองของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เรามีข้อเสนอให้ทั้ง คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึง “รัฐบาลอนุทิน” ได้พิจารณาตามเห็นควร ประกอบด้วยข้อเสนอต่างๆ ดังนี้…
1.จัดตั้งศูนย์บูรณาการข้อมูลร่วมระหว่าง ธปท. ปปง. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สรรพากร และ ตม.
2.พัฒนากลไกติดตามธุรกรรม P2P เชิงพาณิชย์ที่อาจหลบเลี่ยงระบบการเงินไทย
3.ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับนอมินีให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจยุคใหม่
4.เพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองผู้เดินทางเข้าประเทศโดยใช้ฐานข้อมูลร่วม
และ 5.ส่งเสริมการลงทุนและการท่องเที่ยวควบคู่กับมาตรการคุ้มครองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ
พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังควรจะต้อง “เปิดรับ” การลงทุนและการท่องเที่ยวจากทั่วโลก ต่อไป เพราะนั่นคือ…กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
เพียงแต่การ “เปิดประเทศ” จำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับ “ระบบ” กำกับดูแลที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ!!!
เพราะหากปล่อยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนหนึ่งเคลื่อนตัวอยู่นอกสายตาของรัฐ ไม่ว่า..ผลประโยชน์จะไหลไปสู่ใคร?
สุดท้ายแล้วนั้น “ต้นทุน” ทางเศรษฐกิจและสังคม ย่อมจะตกอยู่กับประชาชนไทยทั้งประเทศ นั่นเอง!!!.






