ไทยในโลกแตกขั้ว!

(สถานการณ์ Extreme Polarization โลกแบ่งขั้วสุดโต่ง กับ ‘กติกาใหม่?’ ที่บีบให้ไทย…ต้องเร่งปรับเกมการค้า!!!)

เวที World Economic Forum 2026 ส่งสัญญาณชัด! โลกไม่ใช่แค่ “หลายขั้วอำนาจ” แต่กำลังแตกเป็น “ขั้วสุดขั้ว” ที่บีบประเทศต่าง ๆ ให้ต้องเลือกข้างในทุกมิติ ตั้งแต่…การค้า เทคโนโลยี ไปจนถึงความมั่นคง “ศุภจี” ชี้! ไทยไม่อาจ “เล่นเกมเดิม” ได้อีกต่อไป? บทเรียนจากดาวอส ทำให้เห็น…“ความไว้วางใจ – ความเป็นกลางเชิงยุทธศาสตร์ – การอัปเกรดกติกา” คือเงื่อนไขใหม่! ของการอยู่รอดในระเบียบเศรษฐกิจโลกชุดถัดไป

โลกหลังการประชุม World Economic Forum 2026  ณ เมืองดาวอส สวิสเซอร์แลนด์ ไม่ได้แค่เปลี่ยนบรรยากาศการประชุม แต่เปลี่ยน “กรอบคิด” ของระเบียบเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ???

สิ่งที่…ผู้นำประเทศ องค์กรข้ามชาติ และสถาบันเศรษฐกิจโลก ได้สะท้อนออกมาตรงกัน ก็คือ…โลกกำลังก้าวออกจากยุคการแข่งขันในแบบ “พหุขั้วอำนาจ” ไปสู่ภาวะที่รุนแรงและเปราะบางขั้นรุนแรง!

นั่นคือ…การแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว! ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปัญหา…ภูมิรัฐศาสตร์ หากลามไปถึงกติกาการค้า เทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน และมาตรฐานใหม่ของเศรษฐกิจโลก

มุมมองนี้ มันได้ตอกย้ำอย่างชัดเจน จากมุมมองของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ที่ร่วม “ทีมไทยแลนด์” ภายใต้การนำของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง เข้าร่วมประชุมเวทีดังกล่าว ก่อนจะ “สรุปบทเรียน” ในทำนอง…

โลกวันนี้…ไม่ใช่เพียงการแข่งขันของหลายมหาอำนาจ แต่เป็นโลกที่ประเทศต่าง ๆ ถูกบีบให้ “เลือกข้าง” ในหลายประเด็นพร้อมกัน ตั้งแต่การค้า เทคโนโลยี ความมั่นคง ไปจนถึงโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน การเลือกข้างจึงไม่ใช่เรื่องการเมืองระหว่างประเทศเท่านั้น แต่กลายเป็นเงื่อนไขเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก

สาระสำคัญที่น่าสนใจนั้น นางศุภจี ไม่ได้มอง Extreme Polarization หรือ “การแบ่งขั้วแบบสุดโต่ง!” เป็นเพียงภัยคุกคาม แต่เธอชี้ให้เห็นว่า…โลกกำลังเข้าสู่เกมใหม่ ที่ประเทศต้อง “เลือกวิธีอยู่รอด” มากกว่าการยึดติดกับสูตรสำเร็จเดิม ๆ การค้าในยุคนี้ไม่สามารถขายอย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้องคิดทั้งการซื้อ การแลกเปลี่ยน การลงทุน และการจัดวางบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลกควบคู่กัน เพราะการนำเข้าเองก็กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อรองทางการค้าไม่แพ้การส่งออก

“ก่อนมาดาวอส ดิฉันยังใช้คำว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุค Multipolar แต่จากสิ่งที่เห็นและได้ฟังในเวทีปีนี้ ต้องยอมรับว่ามันเกินกว่าจุดนั้นไปแล้ว เรากำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า Extreme Polarization หรือการแบ่งแยกอย่างสุดขั้วนางศุภจี ระบุ

ภาพนี้…สอดคล้องกับ บรรยากาศโดยรวมของเวที WEF 2026 ที่ “ผู้นำโลก” จำนวนมากสะท้อนตรงกันว่า… ระเบียบโลกแบบเดิม! ที่เคยยึดโยงกับกติกาสากลกำลังอ่อนแรงลง!

ขณะที่…ความไม่แน่นอน และ การใช้มาตรการเชิงอำนาจเพิ่มสูงขึ้น!

สิ่งที่น่ากังวล? ไม่ใช่เพียง…การตั้งกำแพงภาษี แต่คือ..การขยายตัวของมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ตั้งแต่…มาตรฐานสิ่งแวดล้อม กฎด้านข้อมูล ความมั่นคงไซเบอร์ ไปจนถึง ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งทั้งหมดนี้…จะกลายเป็น “อาวุธใหม่” ในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ

ในบริบทนี้…ไทยถูกบีบให้ต้อง “ตั้งคำถามเชิงยุทธศาสตร์!” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า…จะวางตำแหน่งประเทศอย่างไรในโลกที่แตกขั้ว

ปมนี้ นางศุภจี ได้เสนอคำตอบที่ชัดเจนว่า…ไทยต้องยืนบนความเป็น “พันธมิตรกับทุกฝ่าย” แต่ไม่ใช่การคุยทุกเรื่องกับทุกประเทศ หากเป็นการเลือกคุยเฉพาะประเด็นที่สร้างประโยชน์ร่วมและคุณค่าเพิ่มให้ทั้งสองฝ่าย

หัวใจสำคัญคือรายละเอียด เราไม่จำเป็นต้องคุยทุกเรื่องกับทุกประเทศ แต่ต้องเลือกเรื่องที่เป็นประโยชน์ร่วม และสร้างคุณค่าให้ทั้งสองฝ่าย ซึ่งถือเป็น game changer ของเศรษฐกิจในยุคนี้รมว.พาณิชย์ ย้ำหนักแน่น

แนวคิดนี้…สะท้อนการเปลี่ยนจากการค้าเชิงปริมาณ ไปสู่…การค้าเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งรายละเอียดและการออกแบบข้อตกลงจะเป็นตัวตัดสินความได้เปรียบ

ท่าทีดังกล่าวสอดรับกับกรอบการทำงานของ “ทีมไทยแลนด์” ในเวทีดาวอส ซึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ติดตามและประเมินผลการเข้าร่วมประชุมก่อนหน้านี้ ว่า…เป็นโอกาสสำคัญในการ “ยกระดับ” ความเชื่อมั่นของประเทศไทยบนเวทีโลก โดยเฉพาะ การสื่อสารภาพลักษณ์ของไทยในฐานะประเทศที่มีเสถียรภาพ เปิดกว้าง และ พร้อมทำงานกับทุกฝ่าย ท่ามกลางโลกที่ความไว้วางใจระหว่างประเทศกำลังสั่นคลอน

ขณะที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะ “ผู้แทนฝ่ายเศรษฐกิจ” ได้สะท้อน “ผลลัพธ์” ของภารกิจดาวอส อย่างเป็นรูปธรรม!

ทั้งการเจรจากับบริษัทเทคโนโลยีและนักลงทุนระดับโลก การปูทางสู่การลงทุนในอุตสาหกรรม New S-Curve และการเตรียมความพร้อมของไทย ในฐานะ “เจ้าภาพ” จัดการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings ในปี 2026 ซึ่งถูกมองว่า…เป็นหมุดหมายสำคัญของการสร้างความน่าเชื่อถือเชิงโครงสร้างให้กับประเทศ

เมื่อมองลึกลงไป บทเรียนจากดาวอส สะท้อนว่า…เครื่องยนต์ใหม่ของการค้าโลก ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยต้นทุนต่ำหรือปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วย 3 แกนหลัก ประกอบด้วย…

เทคโนโลยีและ AI เศรษฐกิจสีเขียว และความมั่นคง

โดยเฉพาะ ความมั่นคงทางอาหารและห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งไทยมี “ศักยภาพ” ที่จะ “ยกระดับ” จาก “ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร” ไปสู่ “ผู้เล่นด้านความมั่นคงอาหารของภูมิภาค” หากไทยสามารถ “เชื่อมโยง” นโยบายการค้า การลงทุน และการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการได้อย่างเป็นระบบ

อีกหนึ่ง ประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ ที่ นางศุภจี หยิบยกมาเป็นบทเรียนสำคัญ นั่นคือ…ความจำเป็นในการยกระดับข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เดิมที่ไทยทำไว้เมื่อ 20–30 ปีก่อน ซึ่งไม่สอดรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกปัจจุบันอีกต่อไป

FTA รุ่นใหม่…ไม่ได้แข่งขันกันที่การลดภาษี แต่แข่งขันกันที่มาตรฐานดิจิทัล สิ่งแวดล้อม การเคลื่อนย้ายข้อมูล และความโปร่งใสของกฎเกณฑ์

เธอชี้ชัดว่า…หากไทยไม่เร่งอัปเกรด FTA และเปิดตลาดใหม่ ความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดิมจะยิ่งทวีความรุนแรงในโลกที่แตกขั้ว!!!

ในภาพรวม บทเรียนจาก WEF 2026 สะท้อนว่า…Extreme Polarization ไม่ใช่ปรากฏการณ์ชั่วคราว แต่เป็นโครงสร้างใหม่ของเศรษฐกิจโลก

ดังนั้น การวางตัวเป็น “กลาง” ของไทย จึงไม่ใช่การยืนเฉย! หากคือ…การสร้างความไว้วางใจให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นว่า…ไทยพร้อมจะเป็นพื้นที่ที่สามารถลงทุน เชื่อมโยง และต่อยอดความร่วมมือได้ในระยะยาว

นาทีนี้…โลกของเรา มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว!!?? และ การค้าการขาย…ก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป???

คำถามเชิงยุทธศาสตร์…สำหรับไทย! ไม่ได้มีแค่เพียง เรา….“จะเลือกข้างไหน?” แต่คือ…เรา “จะเลือกเกมอะไร?” ในวันที่กติกาโลกถูกเขียนขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว

แน่นอนว่า…ผู้ที่ปรับตัวไม่ทัน! อาจ “ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” โดย…ไม่มีโอกาสจะได้แก้เกมด้วยซ้ำไป!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password